36 - กาลเทศะ
posted on 22 Apr 2008 11:26 by brownfrog in 3xpeRieNcE
จิตตก
ปวดหัวเมื่อไม่เคยมีสิ่งใดได้ดังใจ - เจ็บแต่ทำอะไรไม่ได้ กองซากความฝันใหญ่ขึ้นทุกวัน สิ่งที่อยากทำแต่ไม่เคยได้ทำกำลังกัดกินหัวใจ ทำอย่างไรจึงจะหลุดพ้นจากหลุมพรางประหลาดนี้ได้
ปัญญาคงมีไม่มากพอ สอบเลขครั้งสุดท้ายได้ต่ำกว่าครึ่ง คงใกล้สมองฝ่อ เมื่อวานยังทำได้อยู่ วันนี้ลืมแม้แต่ตัวเองเป็นใคร
สมองไหลออกมาเรื่อย ๆ
หัวใจปวดร้าว
โลกหมุน
มึนเวียน
วินนิ่งไม่ช่วย
คอมพิวเตอร์ไม่ช่วย
คุยกับใครไม่ได้
เพ้อจนใกล้บ้า
ซักวันคงต้องจบไป
ก็รู้ดี
ป.ล.เมื่อวานไปเล่น Wii (อ่าน-ว่า-วี-ไม่-ใช่-วิล) บ้านเพื่อนมา นั่งดูมันเล่น Bio 4 เวอร์ชั่นใช้ wii mote ล็อกเป้า ฮาสาด กีฬามันก็สนุก ปิงปอง เทนนิส โบว์ลิ่ง เล่นแก้เครียดได้เป็นอย่างดี - ตอนแรกเห็นมันก็เลยคิดว่าเป็น "เครื่องเล่นคนแก่" เพราะภาพมันก็ไม่ได้สวย เกมก็ไม่ได้สนุกดับดิ้น แค่ว่าเปิดโอกาสให้กูได้ร้องโห่ฮาไปกับเพื่อน ซึ่งมันก็ไม่เลวเหมือนกันนะ แต่มันก็ยังแก่อยู่ดี
พรุ่งนี้ต้องตั้งใจอ่านหนังสือแล้ว เพื่อน ๆ ทุกคนก็พยายามเข้านะเว้ย เดี๋ยวถ้าปัญจพลกลายเป็นที่หนึ่งในหมู่ผู้ชายแล้วจะเสียใจ 555
edit @ 18 Apr 2008 12:12:45 by กบบนต้นตาล
จะว่าไป ไม่ได้เขียนบทความประจำปีเดือนนานแล้วนะเนี่ย - ช่วงนี้ถ้าเห็นอัพบ่อยก็ไม่ต้องแปลกใจนะครับ ไม่มีอะไรทำ (สรุปไอ้งานที่คนรอตูมากที่สุดดันทำเป็นอันดับท้ายสุด เจริญพร) เบื่อเล่นเกมแล้ว - แต่สาบานกับเพลย์สองในบ้านไว้แล้วว่าถ้า "แอสซาซินครีด" ออกเมื่อไหร่ ผมจะหายไปจากสารบบเครือข่ายการติดต่อทางสายโทรศัพท์(ที่ตอนนี้เป็นสายแลน)แน่นอนครับ
บ่นไปเยอะแล้ว เข้าเรื่องกันเลยดีกว่าเนอะ
คือช่วงนี้เพื่อนผมบวชครับ
จบแล้วว่ะ
หายปวดหลังแล้วครับ ร่างกายสามารถสมานรอยเจ็บช้ำบนกล้ามเนื้อได้เนียนมาก วันเดียวหาย ยังปวดนิด ๆ แต่ไม่เป็นไรมากแล้ว มิตรรักแฟนเพลงไม่ต้องเป็นห่วง
ผมอายุสิบเจ็ดแล้วนะครับ ผ่านมานานมาก ๆ แล้วนะเนี่ยตั้งแต่ไอ้บล็อกที่เส็งเคร็งพอ ๆ กับคอมเนี่ยถูกสร้างขึ้นมา วันที่ผมเขียนนิยายบนเน็ตครั้งแรก ผมยังอายุสิบสองอยู่เลย พระเจ้า อะไรมันจะขนาดนั้นวะ (ที่ผมอุทานพระเจ้านี่ก็เพราะว่ากลัวบล็อกมันจะมีแต่คำหยาบนะครับ ไม่ได้เชื่อในศาสนาแห่งความรักถึงขนาดนั้น) ยังใส่เสื้อกีฬาสีมอหนึ่งอยู่เลย เวลาผ่านไปเร็วจังเลยครับ ห้าปีแล้วมันยังสิบเจ็ดตอนอยู่เลย (ฮา ฮาสิ ตูบังคับ) ยังติดเกมอยู่เลย - ยังเขียนบล็อกอยู่เลย ยังทำร้านรูปไม่เอาไหนอยู่เลย
ชีวิตกูสั้นลงแล้วนะ...
วันก่อนดูหนังเรื่องคลิกในเอชบีโอครับ - ตอนแรกนึกว่ามันจะตลกแบบไร้สาระไง ไป ๆ มา ๆ ดันมีสาระก็เลยนั่งดูติดงอมแงม สนุกจริง ๆ ครับ เรื่องหนังไว้ก่อน เดี๋ยวจะกลายเป็นเอนทรี่ทริปไป ช่วงหลายเดือนมานี้เขียนแจ้งข่าวไม่ก็ทริปตลอดเดี๋ยวมิตรรักแฟนเพลงจะเบื่อซะก่อน
เข้าเรื่องหนังต่อ - หนังมัน...เอ่อ ตูจะสปอยล์แล้วนะ คงไม่ใช่อะไรที่สำคัญขนาดห้ามสปอยล์ชิมิ - งั้นเริ่มล่ะนะ
ผมชอบที่เขาเปรียบเทียบให้ตัวเอกของเรื่องสามารถเร่งเวลาไปข้างหน้าได้ แต่ไม่สามารถย้อนกลับได้ (ไม่มีใครพูดนะครับ แต่ทุกคนรับรู้ได้ด้วยตัวเอง) ทำได้มากสุดก็แค่เพียงย้อนกลับไปดูจุดที่ตนเองผ่านมา แต่ก็ไม่สามารถแก้ไขมันได้ เหมือนตอนที่ตัวเองผ่านกาลเวลาไปหลายสิบปี และพบว่าพ่อของตัวเองตายแล้ว และตนเองมัวแต่ทำงาน ก็เปรียบเสมือนคนที่ "เสียใจ" และ "โหยหา" เมื่อ "สูญเสีย" ซึ่งเป็นธรรมดาของคนเรา ผมว่าเขาถ่ายทอดตรงนี้ออกมาได้ดีมาก ๆ แสดงให้เห็นเลยว่าเราควรจะดูแลและรักษาคนที่เราไม่เคยยอมรับว่ารัก แต่ลึก ๆ แล้วยังผูกพันอยู่เสมอให้ดี
และซึ้งมากเพราะประโยคของตาลุงมอร์ตี้ที่ว่า
"When you have to decide, you're always choose your work,not your family."
และนั่นถ่ายทอดความรู้สึกของคนที่ยืนอยู่สูงสุดของครอบครัวได้ดี
สอนผมได้เลยครับ ว่าบางทีสิ่งที่เราคิดว่าดีที่สุดสำหรับคนอื่น ๆ นั้น บางทีมันก็อาจจะไม่ได้เป็นสิ่งที่คนอื่นชอบนะครับ
จบด้วยความซึ้งปนตลก ซึ่งทำให้ผมลงไปอาบน้ำได้หน้าชื่นตาบาน ได้ข้อคิดชีวิตมาหลายข้อเลยครับ
-------------------
อันที่จริงตอนที่เขียนอยู่นี่อยากเขียนนิยายต่อมากเลยครับ แต่คิดว่าไหน ๆ ก็เปิดบล็อกแล้วเลยมาอัพตามรีเควสท์เฉย ๆ
วันก่อนไปงานหนังสือกับพี่มาครับ
ความรู้สึกแรกเลยคือคนเยอะว่ะ
ไม่เยอะเท่างานสัปดาห์หนังสือนะ (บางคนอาจจะสงสัย เออ งานสัปดาห์มันสามสิบกว่าครั้งแล้ว ทำไมปีนี้มาสิบกว่าครั้งเอง ไม่ต้องงงครับ จริง ๆ แล้วงานมันคนละงานกัน แต่พี่ไทยเหมาหมดทุกงานอยู่แล้ว ไม่เกี่ยง) แต่ก็ยังเยอะในสายตาผมอยู่ดี
ผมเกลียดการเดินตามคนจำนวนมาก ๆ ที่สุดเลยครับ
เพราะนอกจากจะทำให้ผมได้เห็นส่วนที่น่าเกลียดและเห็นแก่ตัวของมนุษย์แต่ละคน (บางครั้งรวมถึงผม) ทำให้ความสุขในการเดินงานหนังสือลดลงไปเยอะเลยครับ
และก็เป็นความตกใจครับ
คือปกติถ้าไปเดินคนเดียวผมจะไม่แวะบูทข้างทางนะครับ จะเดินไปที่ดัง ๆ อย่างมติชนหรือเพิร์ล แล้วก็ดูหนังสือจากตรงนั้นเลย วันที่ไปคนเยอะเป็นพิเศษก็เลยได้แวะข้างทางบ่อยมาก และพบว่าบูทอะเดย์มีหนังสือแจ๋วเต็มเลย คนมุงเป็นกระบุง เจ๋งมากครับ ส่วนมากซื้อแต่การ์ตูนคุณทรงศีล ได้ยินอาเจ๊สองคนคุยกันว่า "วาดรูปสวยดีแหละแก เอาไปเปิดเล่นแล้ววาดตามดิ ข้างในไม่มีอะไรมากหรอก เฉย ๆ ไม่หนุก" อ้าว ไหงเป็นงั้นวะเจ๊
ทุกวันนี้ก็สองจิตสองใจนะครับในเรื่องการ์ตูนเนี่ย คือถ้าอ่านแบบพอกรุ้มกริ่มหรืออ่านไอ้ที่มันดีจริง ๆ มันก็ช่วยคลายเครียดได้ ให้ข้อคิดบางประการ แต่ข้อเสียมันก็มีนะครับ คือ มันทำให้คนเป็นบ้าว่ะ อันนี้ไม่รู้ว่าโปรโมตหนังสือรึเปล่านะครับ แต่จู่ ๆ ก็มีชายหนุ่มวัยกลางคนลงพุงหน่อย ๆ และใส่แว่นกรอบหนาสีดำตะโกนโหวกเหวกมันกลางงานขายหนังสือ จับใจความไม่ค่อยได้แล้วครับ แต่ "แม่งทำเหมือนการ์ตูนเลยว่ะ"
ไม่ได้ว่านะครับ แต่ชีวิตจริงมึงไม่ต้องชูหนังสือแล้วตะโกนโหวกเหวกว่า "ฮึ่ย (ตะโกนว่าฮึ่ยจริง ๆ นะครับ อย่างแบ๊วเลย) ได้ลายเซ็นอาจารย์!#@!@#!$มาแล้วเว้ย" แล้วก็ขยับแว่นเดินจากไปก็ได้นะครับ ถ้าไม่ได้โปรโมทหนังสือ ยอมรับว่ามึงโอทาคุเข้าเส้นเลือดเลยครับ
อา บ่นพอแล้ว เข้าเรื่องใหญ่
ผมไม่เห็นบู๊ทแจ่มใสเลยครับ ไปซุกไว้ที่ไหนเนี่ย
ถ้่าเป็นปกติผมจะพยายามหลีกเลี่ยงเส้นทางที่จะต้องผ่านแจ่มใสนะครับ เพราะเหล่านักอ่านตัวยงที่ขยับสถิติเด็กไทยอ่านหนังสือวันละแปดบรรทัดนั้น ไปกระจุกกันอยู่บริเวณนั้นและบริเวณใกล้เคียงจนล้นแทบทะลักออกจากฮอล์ แทบจะทุกครั้งที่มีงานหนังสือ ยิ่งสถาพรด้วยแล้ว นับว่าเป็นสำนักพิมพ์ที่ประสบความสำเร็จ ...ด้านการเจาะตลาดวัยรุ่นผู้หญิงกลิ้งแอ๊บแบ๊วได้อย่างแจ่มแจ๋วเลยครับ
แต่ในความรู้สึกผมที่กำลังพยายามอ่านแนวอื่นที่ไม่ใช่แฟนตาซีอยู่ รู้สึกหดหู่นะครับ - เพราะหนังสือนิยายรักเหล่านี้สร้างความ "มักง่าย" และ "อดทนน้อย" ให้วัยรุ่นไทยนะครับ
ชิบหายแล้ว หายไปนาน กลับมาก็นักการเมืองเลยหรอวะกู
คือมันสนุกใช่มั้ยครับ โอเคล่ะ เรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ มันจับใจ ก็ยอมรับว่าในสายตาวัยรุ่นแล้วมันสนุกดี ไม่ใช่เล่นหรอกครับ อ่านกันได้ทั้งวัน ทุกเล่ม
อ้าว แล้วหนังสือแนวอื่นล่ะ พวกรางวัลซีไรต์ พวกนักเขียนดีเด่...
โหย ไม่เอาอ่ะ พวกหนังสือซีไรต์อ่านยาก ข้อคิดอะไรไม่รู้เต็มไปหมด อ่านแล้วปวดหัวอ่า ชอบอ่านเรื่องสบาย ๆ ไม่เครียดมากกว่าอ่ะ
โอเค อ่านคลายเครียด แต่ถ้าเราลองเปิดใจอ่านหนังสือแนวอื่นพวก...
ก็มันไม่ชอบอ่ะ ชอบเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ เข้าใจไหม!!! ชอบเรื่องที่ผู้ชายเข้าใจผู้หญิงเข้าใจไหม!!!
เออ ก็ได้ อ่านไปแล้วมีอะไรดีอ่ะ
ต่อให้ไม่มีหนังสือแนวนี้ ฉันก็ไม่อ่านแนวอื่นอยู่ดีย่ะ ที่เค้าเขียนแนวนี้มาก็ดีแล้วไม่ใช่หรอไง อย่างน้อยผู้หลักผู้ใหญ่ืเวลาคุยกันจะได้ภูมิใจในประเทศไทยบ้าง!!!
ก็ได้วะ
คือมันเหมือนวาดรูปแหละครับ ศิลปะแนวเดียวกัน
คือถามว่าเอาล่ะ แกจะดูแต่รูปการ์ตูนญี่ปุ่นน่ารัก ๆ ใช่มั้ย โอเค ดูไป ดูได้ - ถามว่าซักวันแกต้องเบื่อมั้ย กับลายเส้นแบบเดิม ๆ กับรูปร่างแบบเดิม ๆ เอาล่ะถ้าแกเบื่อ แล้วไงต่อ ถ้าแกไม่ได้เสพย์ติดวรรณกรรมมากขนาดชักดิ้นชักงอ แกก็เลิกไปเลย ต่อไปนี้ก็ไม่ดูรูปแล้ว ขายกล้วยไข่แทน ก็ได้ - แต่ถ้าแกอยากอ่านอีกล่ะ แล้วแกก็ไม่ชอบแนวเดิมแล้วด้วย - แกก็ต้องยอมอ่านอยู่ดี แล้วสุดท้ายแกก็จะชอบพวกงานเขียนที่แกเคยดูถูกว่าเข้าใจยาก เขียนไม่รู้เรื่อง ทั้ง ๆ ที่งานเขียนพวกนี้เขียนขึ้นเพื่อให้พวกแกที่เป็นเด็กเกิดความคิดสร้างสรรค์แท้ ๆ แต่แกดันมาอ่านเอาตอนมันสายไปแล้ว
เข้าใจที่เขียนมั้ยครับ ไม่เข้าใจไม่เป็นไร ผมเป็นนักเขียนบล็อกรางวัลซีไรต์ เขียนให้ได้รางวัลห่ายังไงพวกคุณก็ไม่เข้าใจหรอก
หยุดดีกว่าเดี๋ยวตีนกาขึ้น
ผมใกล้จะเปิดเทอมแล้วครับ มานับ ๆ ดูก็เหลืออีกไม่นานแล้วนี่หว่าก่อนจะแอดมิชชั่น ระบบสุดแสนจะห่วยแตกบรมโกศ ผสมโรงกับระบบตรวจสอบที่หาข้อดีไม่ได้ของคอมพิวเตอร์ไมโครซอฟท์ห่วย ๆ ที่ไม่ได้มาตรฐานแต่ดันใช้กันเยอะจนกลายเป็นมาตรฐาน (เหมือนบอกว่าเขียนบทตบตีในละครที่เด็กดูพร้อมพ่อแม่ทุกวันได้แหละครับ) ผมก็เลยกลัวว่าอาจจะไม่ได้อยู่มหาลัย
ไม่เป็นไรหรอกมั้ง ผมไม่ได้อยากเข้ามหาลัยขนาดนั้น
อยากขายก๋วยเตี๋ยวครับ
อยากเปิดร้านเกม
อยากไปลองเป็นยามที่หอวังดู
อยากเป็นพนักงานขายแผ่นเพลย์สามครับ เวลาอะไรมาใหม่ ๆ จะได้นั่งเล่น
อยากทำงานฝ่ายดีไซน์เนอร์ครับ
ทำไมทุกฝันของผมถึงไม่ต้องกังวลเรื่องเงินเลย
เพราะเงินมันเป็นของนอกกายครับ มีมากมีน้อยก็ตายห่าอยู่ดี (แต่ไม่มีดูเหมือนจะตายเร็วกว่าแฮะ)
โอย หมดตูดแล้ว จะให้เล่าอะไรอีกมั้ย เหนื่อย จะไปเขียนนิยายต่อแล้วเว้ย คันมือ
ไว้ปีหน้ามาใหม่
ป.ล. ล้อเล่น
ป.อ. รู้แล้วใช่มั้ยครับว่าหัวเรื่องนั่นหมายถึงใคร
ผมเองครับ
ป.ฮ. กลายเป็นโอทาคุไปแล้วหรอวะกู
edit @ 24 Oct 2007 01:11:45 by ก



