3xpeRieNcE

06 - คนไทยมีแต่น้ำลาย

posted on 19 Oct 2005 00:51 by brownfrog  in 3xpeRieNcE

เคยได้ยินมั้ย เมืองไทยเป็นเมืองยิ้ม

ตอนนี้ยังเป็นอยู่มั้ยวะ

ทุกวันนี้มองไปทางไหนก็เจอหน้าบูด หน้าบึ้ง หน้าตึงเหมือนจะรีบไปงานศพพ่อ...

โลกมันเศร้าขนาดนั้นเลยเหรอ ต้องมาทำหน้าบูดแข่งกับนมรัฐบาลทุกวันเนี่ย...

แล้วน้ำใจหนะ เดี๋ยวนี้มีกันมั้ย

ถ้าเด็กอายุสิบสี่อย่างผมไม่ลุกให้ผู้หญิงนั่งก่อน ก็คงไม่มีผู้ใหญ่ที่ไหนลุกหละมั้ง

ต้องให้เด็กเป็นตัวปลุกระดมอยู่เรื่อย

รถไฟฟ้าก็ไม่ รถเมล์ก็ไม่ จะหวงอธิปไตยบนเก้าอี้ตัวเองไปถึงไหน มีคนแก่ขึ้นมาก็เริ่มแล้ว หยิบโน่นหยิบนี่มาอ่าน รู้หนะว่าไม่อยากลุก พอจะลุกเองก็เจอพวกวัยรุ่นวัยทรามแย่งที่คนแก่อีก

นี่หรอเมืองไทย...

ไปออสเตรเลียเขายังทรีตเราดีกว่านี้เลย...

หรือเพราะเมืองไทยมันจะร้อน ก็ไม่น่าใช่ ปกติคนเราก็อยู่แต่ในแอร์นี่หว่า

โกรธใครมา... ใครมันจะไปอาฆาตโกรธกันให้หน้าหงิกกันทุกวี่ทุกวันวะ

หงุดหงิดกับการเมือง... เออ อาจเป็นไปได้ แต่ไม่น่าจะอารมณ์เสียขนาดนั้น

ตกลง - ที่ใจดำนี่เพราะเห็นแก่ตัวใช่มั้ยครับ

ไม่ได้จะเรียกร้องสิทธิสตรีและเด็ก

แต่อยากรู้ว่าหัวใจพวกมึงทำจากอะไร ผู้หญิงคนแก่ขึ้นมามึงก็เห็น เค้าบอบบางกว่ามึงก็ใช่ แล้วทำไมยังหน้าด้านไม่ลุกวะ...

นับวันสังคมไทยเริ่มเลวลงทุกที ไม่มีใครสนใจใคร สนแต่ตัวเอง โลกจะอยู่จะไปขึ้นอยู่กับตัวเอง ไม่มีใครเข้ามายุ่งกับชีวิตชั้นได้...

โลกทั้งใบไม่ได้มีคุณอยู่คนเดียวนะ

แบ่งคนอื่นบ้าง ไม่ใช่หาเฉพาะความสบายเข้าตัวเหมือนนักการเมือง - ผมเองก็เป็นผู้ชายนิสัยเสียคนหนึ่ง ที่แต่ก่อนไม่เคยแม้แต่จะลุกให้ใครนั่ง จนตอนนี้ ผมเริ่มรู้สึกตัวแล้วว่า "ผมไม่มีน้ำใจเอาเสียเลย"

เมื่อไหร่จะถึงเวลาพวกคุณรู้สึกตัวกันบ้าง

ไม่ต้องเริ่มจากรถเมล์ก็ได้ ผมรู้บางคนนั่งเบนซ์ไปทำงาน อันนี้ก็ไม่รู้จะเผื่อน้ำใจยังไง จะให้รถเขาฟรีก็กระไรอยู่

เริ่มจากการให้อภัยก่อนเลยก็ได้

เห็นมั้ย คำว่า "ให้" ถ้าให้ได้ก็มีน้ำใจแล้ว

ผมไม่เข้าใจเลยเวลาพวกคุณหยุดยืนเถียงกันเรื่องไม่เป็นเรื่อง ตีนเนี่ย เหยียบแล้วบ้านมึงจะโดนธรณีสูบหรอ ถึงได้ทำจะเป็นจะตายขนาดนั้น หากคุณหยุดนิ่งค้างซักครู่ ย้ำว่าเพียงครู่เดียว อารมณ์ชั่ววูบของคุณจะหายไป หลังจากนั้นคำขอโทษขอโพยจึงจะเข้าหู

แต่ถ้าใครใจร้อน อยากกระทืบไว ๆ อันนี้ก็แล้วแต่ เก็บเอาไปคิดก็แล้วกันว่าตีนมึงกับหน้าเค้าอะไรสำคัญกว่า...

เออ แล้วเวลาคนขอโทษนี่อย่าทำเป็นกระหยิ่มใจไปหน่อยเลย

ไอ้ประเภทตอนแรกไม่โกรธ แต่พอขอโทษแล้วฉุนเนี่ย รับไม่ได้หวะ จอมปลอม

เพื่อนเป็นหลายคนแล้ว เลิกคบไปหลายคนแล้วด้วย

เพราะงั้น การให้อภัยต้องมาก่อน เรื่องโต้เถียงหนะ เรายอม ๆ มันไปบ้างก็ได้ ไอ้การเถียงแพ้หนะ มันไม่ได้ทำให้คนตายหรอกนะ ถ้าต่างฝ่ายต่างยอมรับว่าตัวเองถูก เมื่อไหร่จะมีคนผิดวะ

บางครั้ง "ความจริง" อาจไม่สำคัญเท่า "น้ำใจ"

เก็บเอาไปคิดละกันครับ สังคมไทยจะได้น่าอยู่

รอต่อภาคสองนะพวกท่าน

05 - แมลงสาบที่ถูกสาป

posted on 04 Oct 2005 20:43 by brownfrog  in 3xpeRieNcE

ผมเกลียดแมลงสาบครับ

โคตรแห่งความขยะแขยง เห็นที่ไรผื่นมันพาลจะขึ้น

แมลงสาบเป็นสัตว์ที่ทรหดที่สุดในโลกนี้ครับ ถ้ามันได้รับออกซิเจน แทบจะไม่มีสารเคมีตัวไหนในโลกฆ่ามันได้เลยครับ ไม่รู้ไปทำห่าอะไร รอดทุกงาน

เคยมั้ยครับ ฉีดยาฆ่าแมลงใส่แมลงสาบแบบเต็ม ๆ

ผมเองนี่แหละครับ เจอตัวนึงล่อไปครึ่งขวด กระหยิ่มใจนึกว่ามึงตายแล้ว กูชนะแล้ว

ที่ไหนได้ จู่ ๆ มันก็พลิกตัวกลับมาวิ่งหนีไปครับ จะ ๆ หน้าผมเลย

ผมได้ลองทำการวิจัยดูแล้วนะครับ ว่า

"การฆ่า (ผมใช้คำว่าฆ่า ไม่ใช่กำจัด ความหมายแตกต่างกันนะ) แมลงสาบที่ได้ผลดีที่สุด ต้องใช้การโจมตีทางกายภาพที่หนักหน่วงพอจะปลิดชีวิตแมลงสาบได้ภายในครั้งเดียว"

แปลเป็นภาษาชาวบ้านก็คือ การกระทืบ เหยียบ ฟาด ทับจนเละ ฯลฯ ทำนองนี้เป็นการโจมตีที่ได้ผลมากที่สุดครับ

ยกเว้นใช้ของมีคมนะเฮ้ย ผมเคยผ่าแมลงสาบจนตัวมันแยกเป็นสองท่อนจากล่างขึ้นบน ปัญหาคือมันยังมีแรงพอกระดิกหนวดได้เกือบชั่วโมงครับ อย่าถามเรื่องเรียกครอบครัวมารับศพตัวเอง งานนี้มาอีกหลายตัวครับ

แมลงสาบเป็นสิ่งมีชีวิตที่รักเพื่อนพ้องมากครับ ตัวไหนโดนยาแล้ววิ่งหนีไป พอคุณเจอพวกมันครั้งต่อไป พวกมันทนกับยาชนิดนั้นแล้วครับ เปลี่ยนยี่ห้อใหม่ได้เลย

พูดถึงเรื่องยาฆ่าแมลง ผมไม่ชอบมันเลยครับ

ถึงมันจะพอไล่พวกตัวที่ผมไม่พึงปรารถนา แต่ยังไงผมก็ยังไม่ชอบอยู่ดี เพราะมันไม่ดีเลยครับ

เคยมีคนอุดจมูกอุดปากคุณนาน ๆ จนหายใจไม่ออกบ้างไหมครับ ยานั่นก็รู้สึกแบบเดียวกันนั่นแหละ

เคยรู้สึกจุกอกเหมือนมีขี้มายัดปอดไว้มั้ยครับ นั่นน่ะตอนกำลังโดนฉีด

ผมเกลียดแมลงสาบ แต่ผมไม่ได้ โกรธ พวกมัน

บางที พวกเขาก็เลือกเกิดไม่ได้ ใครบ้างอยากเป็นแมลงสาบ แมลงที่ต้องจำใจอยู่กับความโสโครก กินขี้เยี่ยวคนไปวัน ๆ

ผมไม่ได้อยากจะทรมาณพวกมัน ผมแค่อยากให้พวกมันลดจำนวนลงบ้าง

มีอย่างที่ไหน มึงเห็นบ้านกูเป็นหอประชุมหรอ วันนึง ๆ ก็เจอพวกมึงห้าตัวหกตัว มึงจะมาเปิดปาร์ตี้งานหนังสือกันที่นี่หรอวะ

ผมคิดนะว่า ถ้าโลกแตกวันพรุ่งนี้ ก็น่าจะดี เพราะแมลงสาบจะได้ครองโลกไปเลย ปล่อยให้พวกแม่งลับ ๆ ล่อ ๆมาสอดแนมเข้าบ้านคนอื่นอยู่ทำไม เสียเวลา

ถ้าแมลงสาบพูดได้ มันจะพูดว่าอะไรหนอ

"เฮ้ย ไอ้เวร - ทีพวกมึงยังไปโค่นต้นไม้ไถภูเขาเอามาสร้างบ้านได้ แล้วทำไมกูจะยึดบ้านพวกมึงไม่ได้วะ"

"ทีพวกมึงทำบ้านพวกปลาพวกสัตว์ทะเลโสโครก แล้วพวกนั้นเค้ายังไม่ว่ามึง พอกูทำบ้านมึงโสโครก ด่าใหญ่เลยนะ"

มันก็เป็นยังงี้แหละ ก็คนเราเคยคิดว่า "ตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล" คนรุ่นไหนก็รุ่นนั้น เหมือน ๆ กันไปหมด บางคนว่าไม่ดูตัว บางคนหน้าไหว้หลังหลอก มีใครดีบริสุทธิ์เหมือนนางเอกละครกันบ้าง

แถมเรื่องที่ไปเขียนไว้ในบอร์ด www.F0nt.comซักนิด

ผมเกลียดแมลงสาปมาก ๆ มากที่สุดในโลกก็ว่าได้ครับ เห็นทีไรอยากฆ่ากับหนีทุกที

สถานที่ที่ผมเจอแมลงสาปบ่อยที่สุดก็คือห้องน้ำ

เป็นสถานที่ที่ ไม่เหมาะที่สุดในการเจอแมงสาป

ห้องน้ำผมกว้างแค่ 1*0.5 เมตรเองครับ โถส้วมกับฝักบัวอยู่ใกล้ ๆ กัน พื้นเป็นกระเบื้องสีดำ วันหลังจะถ่ายรูปมาให้ (ถ้ากล้าเข้า เดี๋ยวนี้เข้าชั้นบนตลอด ยกเว้นจะไปล้างบางแมลง)

และ ทุกวันที่ผมอาบน้ำ จะเจอมันอย่างน้อยหนึ่งตัว
นาน ๆ ครั้ง จะเจอมันตอนนั่งส้วมก่อนไปโรงเรียน
และบางที เปิดประตูห้องน้ำแม่งก็เดินกันเต็มพื้นเลยครับ

ซึ่งไอ้กระเบื้องสีดำก็ไม่ช่วยให้ผมมองเห็นแมลงสาปได้ชัดขึ้นซักนิด

พอผมเจอมัน อย่างแรกคือตกใจก่อนครับ และถามคำถามสุดฮิต

"มึงมาได้ยังไงวะ"

เพราะปกติฝาท่อผมก็ใช้ชนิดรูเล็กมาก ๆ จนเห็บแทบจะแทรกไม่ได้

หรือมึงจะมาทางช่องอากาศวะ

เออ คิดอีกที อาจเป็นไปได้ เพราะมีแมลงสาปตกมาตายหน้าอ่างล้างหน้าหลายตัว

กลับเข้าเรื่องต่อ

หลังจากที่ตกใจแล้ว ผมก็เอื้อมไปหยิบที่ฉีดก้นอันดับแรกเลยครับ

ปรับความแรงน้ำให้สุด แล้วฉีดปื้ดนึงให้มันหงาย

ถ้ามันไม่หงายนี่เรื่องใหญ่ล่ะครับ เพราะมันเริ่มตื่นแล้ว และมักจะวิ่งพล่านไปทั่ว

ห้องน้ำขนาดเมตรคูณครึ่งเมตรเนี่ย มันจะไปไหนพ้น...
นอกจากขาผม

นึกภาพห้องน้ำทึม ๆ ไฟสีเหลืองแบบจาง ๆ กระเบื้องเป็นสีดำไว้นะครับ นึกภาพโถส้วมสีเหลืองสกปรกนะครับ นึกภาพที่ว่างของห้องมีประมาณ สามสิบคูณสามสิบเซ็นติเมตรนะครับ แล้วนึกภาพสิ่งที่คุณเกลียดที่สุดกำลังวิ่งพล่านไปมาหลาย ๆ ตัวทั่วห้องสิครับ!!!

นรกสิวะเนี่ย

โอย เป็นช่วงที่ผมอยากฆ่าตัวตายมากที่สุดครับ
ผมจะพยายามหยิบฝักบัวขึ้นมา ปรับน้ำร้อนแรงสุด แล้วฉีดไปที่ขาตัวเองครับ

แมลงสาปที่พยายามไต่ขึ้นมาก็จะลงไปกองดิ้นกับพื้นหมดเพราะร้อน

แมลงสาปร้อน แต่ผมร้อนกว่า!!!

ทุกวันนี้ขาจะเป็นรอยด่าง ๆ ครับ เพราะโดนน้ำร้อนฝักบัวราดอยู่ทุกวันนี่แหละ

พอทุกตัวหงายแล้ว ผมจะเอื้อมไปหยิบ"แปรงขัดส้วมชนิดพิเศษ" ที่พ่อผมทำไว้ฆ่าแมลงสาปครับ (ตอนนี้พังไปแล้ว ซื้ออันใหม่มาตีไม่มันส์เลย) มันเป็นแปรงชนิดขนแข็งโป๊กเหมือนกระบองเพชร มีติดฝอยขัดหม้อไว้ที่ปลายไว้สำหรับเสียบแมลงสาปลงโถส้วม

ผมจะฟาดมันจนฝอยขัดหม้อจิ้มทะลุหน้าอกมันทุกตัวเลยครับ

เสร็จแล้วก็จะค่อย ๆ ยก (ก็กลัวมันหล่นมาอาละวาดต่อไง) มันลงไปในโถส้วม สะบัดเบา ๆ ให้มันเข้าไปในลานประหาร

จากนี้ก็เป็นช่วงเวลาบาปที่สุดครับ

เพราะผมจะระดมยาสารพัดชนิดลงไป ทั้งแชมพู สบู่เหลว (บางวันยังโยนสบู่ก้อนลงไปเลย) ครีมโกนหนวด เจลใส่ผม

บางวันผมก็เอาน้ำยาล้างจานผสมผงซักฟอกมาเทลงไปด้วย

จากนั้นก็ใช้ไอ้ฝักบัวร้อนเหมือนกาต้มน้ำของผมนี่แหละครับเติมน้ำในโถส้วม (ส้วมผมเป็นแบบชักโครกนะ ขืนเป็นส้วมซึมหละไต่หนีกันจ้าละหวั่น)มันจะดิ้นไปดิ้นมาด้วยความทรมาณครับ กางปีกบินหนีก็ไม่ได้ครับมันติดสบู่เหลวผม สุดท้ายก็ปิดด้วยยาสีฟันเคลือบตัวมันแล้วก็ส่งลงคอห่านครับ

เหมือนคนได้สูบยาอ่ะครับ พอกำจัดเสร็จจะรู้สึกหายห่วงเป็นปลิดทิ้ง อาบน้ำต่ออย่างสบายใจ จนกระทั่งอาบน้ำเสร็จแล้วขึ้นนอนนั่นแหละ

ถึงเริ่มพะวงว่าพรุ่งนี้จะมาใหม่อีกกี่ตัว!!!
ผมเป็นคนเกลียดแมลงสาปมากครับ เคยโดนเพื่อนสมัยประถมแกล้งเอาของปลอมมาโยนใส่ทีนึง ต่อยมันฟันหน้า(น้ำนม)หลุดไปสองซี่เลยครับ...

วันนี้พอไว้ก่อนก็แล้วกัน ไม่มีอะไรเขียนเล้ย


edit @ 2005/10/04 20:50:34

เขียนอะไรดีวะ

อยากจะกล่าวถึงประวัติศาสตร์คอม ฯ ที่โรงเรียนผมซักหน่อย...

เริ่มแรก ผมเข้ามา ม.1 ด้วยความที่เป็นห้องท้าย ๆ เลยทำให้ได้ห้องเก่า ๆ ที่ไม่มีห้องอื่นเรียนกัน

ห้อง Com -3 จึงเป็นห้องประจำของผมใน ม. ต้น

อย่างแรกเลยคือ คอมมันห่วยมาก เป็นวินโดวส์หัวทุย 95 - 1

คือขึ้นว่า 95 แต่โง่กว่า 95 ซักเท่านึงได้มั้ง

เปิดห่าอะไรไม่ได้เลย นอกจาก Note Pad

มันน่ามั้ย

อย่างเดียวที่ทำให้ผมชอบเข้าไปคือ แอร์มันเย็นดี

แต่ถ้าเทียบกับไอ้คอมสัปปะรังเคที่ทำให้ผมหัวเสียทันทีที่แตะน่ะหรอ

ผมว่าโดดเรียนมานั่งเล่นข้างนอกท่าจะดีกว่า

ความทุยของคอม ฯ นี่ก็แย่แล้ว ยังไม่นับความทุยของหลักสูตร...

ไม่ทราบว่าจะให้เด็กเรียน Word ไปทำซากอะไรครับ

พอขึ้น ม.2 ไม่มีอะไรดีขึ้น

เรียน EXcel

ผมไม่เคยเก่งคอม ฯ แต่ไม่เคยเบื่อวิชาคอมได้มากเท่านี้

ถึงว่า เด็กไทยถึงชอบเล่นเกมมากกว่าทำคอม

เพราะความ "น่าเบื่อ" เมื่อ "วัยเรียน" นั่นเองที่ทำให้พวกเขาไม่สนใจการเขียนโปรแกรมสลับซับซ้อน

วันนี้ผมซื้อ DVD Final Fantasy 7 : Advent Children มา

ขนาดที่ Disney Pixar ยังต้องอายม้วน

ใครไม่เคยดู ขอแนะนำว่าให้ไปซื้อมาลองดู

ถึงจะไม่เข้าใจเนื้อเรื่องก็เถอะครับ

มองมันแค่เรื่องพื้น ๆ ก็พอ

เขาทำสวยมั้ยครับ ?

พอผมดูจบ อย่างแรกที่ผมคิดคือ "ทำไมทำได้สวยขนาดนี้"

อย่างต่อมาคือ "ทำไมคนไทยทำไม่ได้"

คำตอบของคำถามแรก ก็คงจะเป็น "เพราะ SquareSoft เป็นบริษัทที่ ทำภาพกราฟิกได้สวยที่สุดในโลก ในขณะนี้" สังเกตเกม Final Fantasy สิครับ สมัยนั้นใครทำได้ขนาดนั้นบ้าง

กอปรกับความช่ำชองในการฝึกปรือฝีมือของทีมงาน SquareSoft ทำให้ภาพที่ออกมาสวยงามมาก ๆ จนอยากเข้าไปอยู่ในเรื่อง

ผมชื่นชมกับ "ความสำเร็จ" อันงดงามของ SquareSoft ครั้งนี้ครับ

คำตอบของคำถามต่อมาคือ "เพราะคนไทยขาดการฝึกปรือ และ ยึดติด กับเอกลักษณ์ มากเกินไป"

ผมถามหน่อยเถอะครับ Final Fantasy มีคนใส่ชุดกิโมโนในเกม/เรื่องบ้างไหมครับ

มีตัวละครในเกม/เรื่อง ชื่อเป็นญี่ปุ่นทั้งภาคบ้างไหมครับ

ทั้ง ๆ ที่พวกเขาเป็นคนญี่ปุ่น แล้วทำไมพวกเขาไม่ใส่สิ่งเหล่านั้นลงไปในเกม พวกเขาไม่รักชาติเหรอ

เปล่าครับ เพราะญี่ปุ่น ต้องการความเป็น "สากล" เพื่อให้เล่นได้ทุกชาติทุกวัย

ไม่เหมือนไทย ที่ทำเกมไม่ได้ทำเพื่อให้เด็กสนุก แต่ทำให้เด็กรับวัฒนธรรมเข้าไปโดยไม่ได้อะไรอีกเลย

ตกลงคือ พวกคุณทำเกม กับพวกคุณทำงานศิลปะ พวกคุณเอาเวลาไปทุ่มเทให้กับศิลปะดีกว่ามั้ยครับ

เกม กับศิลปะ ถ้าเจ๊ง อันไหนขาดทุนน้อยกว่ากันครับ

ยกตัวอย่างด้วย ต้มยำกุ้ง ก่อนเลยนะครับ

เกมจากหนังมันไม่แปลกครับ เอกลักษณ์ไทยมันก็ไม่แปลกครับ เพราะในหนังก็มี

แล้วทำไมพึ่งมาคิดทำเกมเอาป่านนี้ล่ะลุง?

พวกลุง ๆ ที่ทำต้มยำกุ้งจะรู้มั้ย กว่าพวกเขาจะทำเกมกันได้ พวกเขาเขียนโปรแกรมมากี่ปี...บางทีพวกเขายังจำไม่ได้เลยด้วยซ้ำว่าเริ่มเขียนเมื่อไหร่

พวกเขาลองสร้างเกมขึ้นมากี่เกม แล้วเกมพวกนั้นได้ออกสู่สายตากันกี่เกม...สร้างเป็นร้อยครับ แต่ไม่ได้แสดงซักเกม เพราะไม่ได้มาตรฐาน

ทีมงานพวกเขาสำหรับเกมเล็ก ๆ หนึ่งเกม ใช้คนกี่คนครับ...ใช้เป็นร้อยครับ ของเราใช้ครึ่งโหล

คนไทยสร้างเกมแบบจริง ๆ จัง ๆ กันมาตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ...พึ่งตั้งใจสร้างก็ไอ้ ต้มยำมัดแหนมนี่แหละ

แล้วกูขอถามหน่อยเหอะ

ทำไมพวกคุณไม่จ้างคนอื่นที่เขามีฝีมือกว่าไอ้เด็กฝึกงานพวกนี้มาทำครับ

ทำไมวะ เสียมากกว่ายี่สิบล้านไม่ได้หรอ แล้วได้กำไรมารวยแหลกลาญเหมือนต่างประเทศ มึงไม่เห็นหรอ EA,Konami เค้าประสบความสำเร็จกัน แล้วทำไมมึงจะจ้างนิดจ้างหน่อยไม่ได้ เค้าห้ามมึงซื้อตัวมาทำหรอ เค้าห้ามพวกมึงขายลิขสิทธิ์ให้พวกเขาทำหรอ มึงกลัวพวกเขาไม่ใส่วัฒนธรรมดิบเถื่อนของคนไทยลงไปหรอ

ในฐานะที่ผมเป็นเด็กคนนึงที่รักในการเล่นเกม ผมขอบอกคนไทยทุกคนไว้เลยนะครับ ไม่ว่าจะเข้ามาอ่านรึอะไรก็แล้วแต่

"คนเล่นเกมน่ะ เค้าเล่นเพื่อความสนุก ไม่ได้เล่นเพื่อรับวัฒนธรรมที่พวกคุณประเคนให้แบบไม่ถูกกาลเทศะแบบนี้หรอก จำใส่กะโหลกกะลาไว้ให้มั่นเลยนะ"

หยุดเรื่องเกมไว้ก่อน มีเรื่องให้ด่าอีกเยอะ ขืนด่าต่อมีหวังจะโดนแบนบล็อกแหง ๆ

กลับมาที่เรื่องคอม ฯ ต่อ เลยไปซะไกล

ผมกำลังสงสัยหลักสูตรของรัฐบาล ที่กำลังทำให้ผมคลั่งขึ้นทุกวัน

ทำไมสอนเรื่องที่เด็กรู้อยู่แล้ว

ถึงเด็กไม่รู้แต่ก็เรียนได้เร็วอยู่ เป็นนิสัยของเด็กยุคใหม่ที่ชอบยุ่งเกี่ยวกับคอม

แต่ทำไม แค่โปรแกรมเดียวถึงใช้เวลานานนัก

Word นี่ ปกติผมใช้พิมพ์งานนะ

ไม่เห็นมีนักเรียนคนไหนอยากจะตรวจทานมันด้วยระบบสะกดไวยากรณ์อย่างที่อาจารย์เสียเวลาสามคาบสอนเลยซักคน

ไม่เห็นมีนักเรียนคนไหนอยากจะวาดรูปจากโปรแกรม Paint ซักคน

สอนทำไมครับ โปรแกรมเด็กยังเล่นเป็นอย่างนี้

พอแค่นี้ก่อนแล้วกัน เริ่มรู้สึกตัวเองจะผิดกฎหมายมากขึ้นเรื่อย ๆ (คุกนะเว้ย คุก)

ไว้เจอกันอีกก็แล้วกัน

ป.ล. เริ่มเห็นสันดานดิบของผมแล้วล่ะสิ

03 - เรื่อยเปื่อย ภาคสาม

posted on 20 Sep 2005 21:04 by brownfrog  in 3xpeRieNcE

อ้าว แล้วภาคสองล่ะ

วันนี้ไปงานวันเยาวชนแห่งชาติมา ได้มีโอกาสฟังคำ เอ่อ อ้า

+ขออนุญาตไม่ใช้คำราชาศัพท์เลยก็แล้วกัน เพราะใช้ไม่เป็น+

ได้ฟังคำกล่าวของพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ในพิธีเปิดงาน

พักเรื่องพระองค์เจ้าไว้ก่อน มาพูดถึงเรื่องคำราชาศัพท์

ผมเคยอ่านเจอมา ว่าคำราชาศัพท์ส่วนมากมาจากคำเขมร นำมาแปลงเป็นภาษาไทย

อ่านอย่างนี้ แล้วรู้สึกอะไรบ้างไหม

ข้อหนึ่งเลย แสดงว่าเขมรใช้คำราชาศัพท์ ไทยก็ใช้ อาจรวมถึงประเทศอื่น ๆ ด้วย

แต่อย่าไปสนใจตรงนั้น สนใจแค่ "ชาติตะวันตก" ก็พอ

ตะวันตก ใช้คำราชาศัพท์ไหม ยกตัวอย่างง่าย ๆ เอาอังกฤษเลยก็ได้ ผมคิดไว้เองนะว่า คนอังกฤษส่วนมากเห็นแก่ตัว เพราะอะไร หนึ่ง พี่แกเล่นเดินเรือไปยึดตะวันออกซะอย่างนั้น ถามหน่อยเถอะครับ ว่าอากาศประเทศพี่มันไม่พอเหรอ ต้องมายึดประเทศเล็ก ๆ ที่ไม่รู้เรื่องราวอะไรกับเขา แล้วยังงี่เง่า เอาใครที่ไหนมาบอกวะว่าให้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก มึงจะได้ภูมิใจกันนักหนาว่าเฮ้ย กูคิดภาษานี้ขึ้นมานะเว้ย กูเป็นเจ้าของภาษา จะไปสอนที่ไหนก็มีเงินเดือน ไม่รับกูก็อย่ารับ ที่อื่นมีถมไป...อยากกระทืบแม่งให้ตายคาตีน ยังไม่พอ ประเทศต่าง ๆ ในโลกนี้ยังบ้าจี้ใช้ภาษาอังกฤษกันอีก หลงคารมโง่ ๆ ของคนกลุ่มน้อยชัด ๆ

กลับมาที่เรื่องราชาศัพท์ต่อ คนอังกฤษใช้อย่างมากก็ Your Highness นอกนั้นก็ใช้คำชาวบ้าน ถามจริงเหอะมันทำให้กษัตริย์รู้สึกยิ่งใหญ่มั้ย คุยกับใครมันสนุกเหรอ ไม่มีคำพูดที่แสดงถึงความนอบน้อมถ่อมตนซักนิด แล้วยังไม่พอ เรียกท่านลอร์ดว่า My Lord ตกลงว่าเอ็งจะเอาท่านลอร์ดให้เป็นของเอ็งเลยใช่มั้ย เอ็งอยากได้ไปทุกอย่างเลยใช่มั้ย

ใครรักชาติอังกฤษยิ่งชีพ ย้ายไปเลยครับ เมืองไทยมีไว้สำหรับ "คนรักชาติ" เท่านั้นหากทุกคนพอใจกับประเทศที่ตนอยู่ จะไม่มีใครเดือดร้อน กูอยู่แค่นี้แหละ เกิดและตายที่นี่แหละ เพราะกูรักที่นี่ กูไม่อยากได้ประเทศของคนอื่นหรอก เพราะเขาก็รักประเทศเหมือนกับกูรักนี่แหละ...ถ้ามีคนอย่างนี้ทั้งโลก จะมีสงครามมั้ยครับ

มองอีกแง่หนึ่ง ตามที่บางศาสนาเชื่อว่า "พระเจ้าสร้างโลก" ผมว่าก็จริง หากแต่ผมคิดต่อไปว่า "และไม่ต้องการให้มนุษย์อยู่บนโลก"

พระเจ้าเป็นคนดี พระเจ้าจิตใจงาม แล้วทำไมกะอีกแค่แอปเปิ้ลลูกเดียว ถึงได้ไล่อดัมกับอีฟลงจากสวรรค์

พระเจ้าเป็นคนดี พระเจ้าจิตใจงาม แล้วทำไมจึงประทานโรคร้าย ประทานภัยธรรมชาติสุดร้ายแรงลงมากำจัดมนุษย์

พระเจ้าเป็นคนดี พระเจ้าจิตใจงาม แล้วทำไมจึงส่งนาซี ส่งจอร์จบุช ส่งซัดดัม ส่งผู้ก่อการร้ายภาคใต้ลงมาเกิด

เพราะท่านตระหนักได้แล้วว่า "มนุษย์เป็นสิ่งที่ฉลาดเกินไป ฉลาดจนจะทำลายโลกทั้งใบโดยไม่สำนึก"

แต่ความผิดพลาดก็แก้ไขไม่ได้ ไม่ว่ายังไงมนุษย์ก็ยังไม่หมดโลก ซ้ำยังเพิ่มจำนวนขึ้นจนรับมือไม่ไหว โลกที่ท่านบรรจงสร้างมาอย่างปราณีตถูกไอ้พวกบ้าอย่างมนุษย์บ่อนทำลายไปเรื่อย ๆ

จึงได้ตัดสินใจใช้มาตรการสุดท้าย "ข้าจะปล่อยให้พวกมันทำลายโลกนี้ซะ แล้วดูกันว่ามันจะเหลือรอดอีกไหม"

โลกจึงตกเป็นของมนุษย์ไปอย่างสมบูรณ์

กลับมาเรื่องงานวันเยาวชนก่อน เริ่มเลยเถิด

ผมต้องซักซ้อมพิธีชั่วโมงนึง ก่อนเสด็จ ฯ

อะไรวะ!!! (คิดในใจนะ ตะโกนไปคุกแน่ ๆ)

เอาวะ ชั่วโมงนึง ให้เต็มที่ พอท่านมาแล้วจะเล่นให้เนี้ยบเลย

ซ้อมไป ครึ่งชั่วโมง เม่นเป๊ะ ถูกทุกขั้นตอน คิดในใจกูรอดแล้ว

พอถึงพิธีจริง ๆ

ผมไอครับ!!!

ไม่ใช่ไอแบบค่อกแค่กด้วยนะ ไอประเภทที่ว่าโครกนึงแสบทั้งคอ

แล้วตอนซ้อมเสือกไม่ไอมัดจำไว้ก่อน เป็นไงละมึง!!!

ผมไอไปครั้งแรก เพลงสรรเสริญขึ้น เลยลุกขึ้นยืน ผู้หญิงสองสามคนข้าง ๆ หันมามองแวบหนึ่ง ประมาณว่า "มึงมาเป็นวัณโรคอะไรตอนนี้" ผมยักไหล่แบบช่วยไม่ได้ ก่อนจะดึงผ้าเช็ดหน้ามาปิดปากไว้

ที่บ้ากว่านั้นคือ ผมน้ำมูกไหล แบบกลั้นจามไว้ไง แล้วพรู่ด ไหลกระฉูด แทบเอาผ้าปิดไม่ทัน

ตอนนั้นภาวนาเลยนะ "อย่าเพิ่งหันมา กูขอร้อง เสียฟอร์ม"

ก็ข้าง ๆ กับด้านหน้ามันโรงเรียนเดียวกัน หนึ่งในนั้นเป็นคนที่ผมปลื้มอีกต่างหาก ทำไงได้วะ ข้าง ๆ คู ๆ เช็ดไปก็ได้

พอเช็ดหมด บรรลัยจริง ๆ ที่ทั้งห้องเงียบ แต่ผมกลับคันคออยากจะไอขึ้นมาอีกรอบ

เชี่ยเอ้ย อะไรนักหนาวะ

แล้วก็เลยหันมาพึ่งการสงบนิ่ง หายใจเข้าออกช้า ๆ ให้คันคอน้อยที่สุด ร่างกายจะได้ไม่ไอออกมา

กะว่าพอเขาลุกทำความเคารพ กูจะไอแม่งให้ดังสนั่นไปกับเสียงเก้าอี้นั่นแหละ

แต่ทรมาณมาก คิดในใจเลยนะ "โอ๊ย เสร็จซะทีซี่ กูยังไม่อยากใช้ผ้าเช็ดหน้า (ที่เช็ดน้ำมูกไปแล้วทุกด้าน) มาปิดปากนะโว้ย ขยะแขยง

จนในที่สุด ลุกแล้วโว้ย!!!

แคร่ก!!!

แสบไปถึงคอหอยด้วยการไอครั้งเดียว

ตกลงวันนี้ก็ไม่ได้ฟังที่ท่านพูดซักคำ อ่าว

ป.ล. เยาวชนคือบุคคลที่มีอายุระหว่าง 15-24 ปีบริบูรณ์ กูไม่ได้อายุสิบห้านี่ กูพึ่งจะ 14 ไปเมื่อวานซืนนี้เอง

ป.ล.ล. อย่าหวังว่าจะได้เห็น เรื่อยเปื่อย ภาคสอง เพราะผมไม่เขียน ขี้เกียจ ข้ามมาเขียนสามเลยดีกว่า

ป.ล.ล.ล. อย่าหวังจะเห็นผมหมดมุก หาเรื่องมาพ่นได้เรื่อยแหละ

ป.ล.ล.ล.ล. ใครโหลดหน้าบล็อกผมช้าบ้าง มันน่าจะเป็นกันทุกคนนะ เพราะมัน Full Of Detail มาก

ป.ล.ล.ล.ล.ล. มึงจะเขียนเหี้ยอะไรนักหนาวะ


edit @ 2005/09/20 21:27:46
edit @ 2005/09/20 23:49:25