3xpeRieNcE

ขอทีนึง

posted on 12 May 2009 02:01 by brownfrog  in 3xpeRieNcE
โลกนี้มีการหัวเราะหลายแบบนะครับ
แบบหนึ่งเพราะการล้อเลียนเพศที่ไม่ถูกต้องตามประเพณี หรือตุ๊ด แต๋ว กระเทย
อีกแบบคือคำหยาบที่ดังขึ้นมาอย่างคาดไม่ถึง หรือการทุบ การตบ การตีอย่างจังและเสียงดังๆ

หนังของเขามีสองอย่างนี้
กลุ่มเป้าหมายจึงน่าจะเป็น
1. เด็กๆ สมองเบาที่ไม่มีวุฒิภาวะและถูกกดขี่อยู่ในบ้านตลอดเวลา ไม่ค่อยพูดคำหยาบ ไม่ค่อยได้เข้าสังคม ที่(ไม่ใช่ไม่ต้องการ แต่) ไม่สามารถจับเอาใจความที่ "หนังของเราสมัยนี้ที่ดีๆ" พยายามจะสื่อออกมาได้

2. คนแ่ก่สมองเลอะเลือนที่(ไม่ใช่ไม่ต้องการ แต่)ไม่สามารถจับเอาใจความที่หนังอยากจะสื่อออกมาให้เรารู้ได้ จึงต้องการสื่อที่ย่อยง่าย ดูแล้วเอิ๊ก ขำ ชอบใจ แล้วจบ กลับไปเลี้ยงลูกเลี้ยงหลานต่อ

ผมไม่ได้ตัดพ้อ ดูหนังแบบนั้นแล้วชอบ
แต่แค่เข้าใจว่าคนไทยทุกวันนี้มีความรู้สึกต่อคำว่า "หนัง" เป็นแค่เครื่องมือคลายเครียดหลังตบกับเมีย,ทำกับข้าว,เล่นบอล โดยมีราคามุขตลกชั้นต่ำล้อเมียแม่ล้อก้นเพื่อนนี่ถึง 120 บาท



คำว่า "หนัง" เป็นงานศิลป์นะครับ ไม่ใช่ที่คุณจะมา ว๊าย อีดอก ว๊าย กลีบกระพือ ว๊าย ตูดผู้ชาย แล้วจบ

ผมจะไม่ถามว่าคุณได้อะไร
แต่ผมถามว่ามุขตลกที่เพิ่งขำไปน่ะ ขำเพราะ
-เห็นคนโดนแกล้ง
-เห็นคนโดนด่า
-เห็นคนแต่งตัวน่าสมเพช
รึเปล่า

ถ้าคุณคิดว่าเขาทำดีแล้ว งั้นต่อไปนี้ทุกคนก็ไม่ต้องเรียนทำหนัง + ไม่ต้องเขียนบทแล้วล่ะครับ คนรวยก็ทำหนังไป เราคนจนก็โง่ดูแต่หนังกลวงๆ ให้เขาหลอกไปวันละ 120-140 บาทก็แล้วกันนะครับ

1006 - ฝัน.หวาน.อาย.จูบ

posted on 25 Dec 2008 20:06 by brownfrog  in 3xpeRieNcE

ฝัน หวาน อาย จูบ


Spoil ฝัน หวาน อาย ควรดู3เรื่องนี้ก่อนอ่าน

แต่จูบไม่มีอะไรจะ Spoil 555


จูบ
เรื่องนี้ควรจะเป็นเรื่องที่โดนใจวัยรุ่นมากที่สุด หรือผมจะไม่ใช่วัยรุ่นแล้ว?
หนังเปิดด้วยคำพูดและเอฟเฟกต์ตลก ๆ ตามมาด้วยภาพที่พ่อแม่เห็นแล้วต้องร้อง "ลูกใครเนี่ย!"

จูบดำเนินไปโดยการถ่ายที่สวยงามแปลกตาดี รู้สึกเหมือนกำลังดูหนังผ่านกล้องโลโม
จูบทำให้เราขำ ด้วยภาพและการตัดต่อที่ลงตัว
จูบให้ความรู้สึกหวานประหลาด เมื่อเห็นบทที่เหมือนละครหลังข่าวของกาก้าและเป็ด
แต่ที่แย่ที่สุด จูบไม่ให้สาระอะไรเลย นอกจากข้อความสามบรรทัดตอนท้าย ที่อาจทำให้ผู้ชายถูกแฟนที่พาไปด้วยโขกหัวเอา
คะแนนจูบ : 3/5
มูลค่า : 30 บาทจาก 120 บาท
(รู้สึกว่าผู้หญิงเรื่องนี้เอาแต่ใจจัง นิสัยเหมือนกันทุกคนรึเปล่าเนี่ย?)

 

อาย
เรื่องนี้ทำให้ผมชอบหนังใหญ่รวมไส้สั้นซีรียส์นี้ที่สุด
มี Spoil เยอะครับ เพราะผมชอบเรื่องนี้มาก ๆ เลยขอแนะนำให้ไปดูก่อนจะมาอ่าน

ตอง กับ ทุเรียน จากกันด้วยความรู้สึกที่ค้างคา

ทุเรียน รู้สึก "อาย" ที่จะแสดงความรักของเขาต่อหน้าผู้คน เมื่อตอนตนเองกำลังคบหาเป็นแฟนอยู่กับตอง สาวหน้าตาดีบ้านรวยโด่งดัง
ตองรู้สึก "อาย" พ่อและแม่เมื่อถูกเรียกให้พาแฟนมาดูตัว แต่แฟนกลับหนีหายไปแล้วไม่ติดต่อกลับมาเสียเฉย ๆ

ตองเข้าเกาะมาด้วยเรื่องงาน ทุเรียนมาเกาะด้วยเรื่องหัวใจ

ตลอดเวลาที่อยู่ในเกาะ ทั้งสองคนแสดงแต่ความแข็งกระด้างใส่กัน เฝ้าถามกันซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า "ทำไมถึงต้องทำอย่างนั้น"

ทุเรียนไม่เคยเข้าใจตองว่าทำไมเธอต้องทำตัวโอนอ่อนไปตามกระแสของคนใหญ่คนโต คอยทำเรื่องที่พ่อสั่งให้ทำ เหมือนไม่มีความคิดเป็นของตนเอง
ตองไม่เคยเข้าใจทุเรียนว่าทำไมเขาถึงทำเหมือนให้ความสำคัญกับเรื่องทุกเรื่อง ห่วงใยอย่างที่เธอเพ้อออกมาตอนเมาว่า "ขนาดเหี้ย มันยังห่วงมากกว่าแฟนมัน"

ตองและทุเรียนทะเลาะกันด้วยคำพูด แต่การกระทำต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
ตองโทรบอกเพื่อนว่าให้มารับวันหลัง เพราะตนเองอยากอยู่กับทุเรียน
ทุเรียนบ่นตองเรื่องความจู้จี้ รองเท้าพังเพราะวิ่งหนีแตน ทำไมไม่ถอดรองเท้าเดินไปเลย แต่วันรุ่งขึ้นหลังจากโดนตองด่าแทบจะเสียหมา กลับลุกขึ้นมาซ่อมรองเท้าให้เธอ

ทั้งสองไม่เคยบอกว่ารักกัน เพราะความ "อาย"
แต่ลึก ๆ แล้วยังเป็นเช่นเดิม

ทุเรียนเปิดสมุดของตองขึ้นดู และพบกับงานออกแบบของตอง ยึดเอาความเป็นศูนย์กลาง คือหลักฐานที่ดีที่สุดและซึ้งที่สุด (แอบขำตอนเห็นรูปพระเอกหัวเป็นทุเรียน นึกภาพตอนตองวาดแล้วคงขำดี) ว่าตองหาทางออกให้กับความรักของคู่รักหลาย ๆ คู่ที่มีช่วงเวลาแห่งความ "ไม่ลงตัว" ซึ่งกันและกันอยู่

ชายชอบเที่ยวห้าง หญิงชอบเดินสวน
ชายชอบเล่นเกม หญิงชอบคุยโทรศัพท์
บ่อยครั้งที่แฟนกันทะเลาะกันด้วยเรื่องความชอบของแต่ละคน

การปรับตัวเองให้อยู่ตรงกลางทั้งคู่จึงดูเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด
ไม่ใช่การโทษฝ่ายชายว่า "ฝ่ายหญิงเสียหายมากกว่าถ้าเป็นแฟนผู้ชาย เพราะงั้นผู้ชายต้องปรับมากกว่า"
ไม่ใช่การโทษฝ่ายหญิงว่า "ฝ่ายชายเหนื่อยกว่า จีบติดครั้งหนึ่งก็แทบแย่ กว่าจะได้เป็นแฟนก็เหนื่อยแสนเหนื่อย ผู้หญิงต้องลองปรับเข้าหาบ้าง"

หนังดำเนินไปด้วยภาพของชายทะเลที่เห็นบ่อยแล้ว แต่ยังคงสวยงาม การถ่ายภาพที่ก่อให้เกิดอารมณ์สบาย ๆ บวกกับเพลงประกอบที่เก่าไปซักนิด แต่การตัดต่อและจังหวะของหนังไหลไปอย่างดี บทสนทนาทำให้ผมนึกถึง Season Change เพราะทำออกมาได้อย่างดีมาก ๆ ด้านอารมณ์ของตองและทุเรียนยังคงออกแนวรวดเร็วไปหน่อยในช่วงต้น ๆ เพราะเวลาที่จำกัดให้เป็นหนังสั้นรึเปล่าก็ไม่รู้ แต่ช่วงท้ายหนังให้เวลาคนดูได้หายใจและอินไปกับเรื่องอย่างพอเหมาะ ทำให้อดยิ้มมุมปากไม่ได้เมื่อเรื่องดำเนินไปถึงจุดสุดท้าย
แต่อายยังดึงอารมณ์สุดท้ายไม่เก่งนัก เหมือนสามารถดึงขึ้นได้มากกว่านี้ แต่ดึงขึ้นไปไม่สุด ขาดองค์ประกอบยิบย่อยอีกนิดหน่อยเท่านั้น อายก็จะเป็นหนังรักที่ดีที่สุดเท่าที่ผมเคยดูในปีนี้ได้เลย
คะแนนอาย : 4/5
มูลค่า : 40 บาทจาก 120 บาท



หวาน
หวานเป็นชื่อนางเอก ที่เกิดอาการทางจิต เป็นอาการประหลาดที่ทำให้เธอหมุนเข็ม "เวลา" ในชีวิตของเธอถอยหลังไปเรื่อย ๆ อาการนี้เกิดขึ้นเมื่อเธอ "ลืม" ฉีดยาให้หมาตัวน้อย ที่เปรียบเสมือนลูกแท้ ๆ ของเธอ อาการช็อคเมื่อสูญเสียบุคคลที่มีค่าไปทั้งสองคนทำให้เธอบ้า

เชนทร์เป็นชื่อพระเอก ที่เกิดอาการทางจิต เป็นอาการที่พบเจอได้บ่อย ๆ คือทำงานตัวเป็นเกลียว จนไม่มี "เวลา" พอที่จะอยู่กับหวาน
ดูหนังเรื่องนี้ในฉากเปิด ทำให้นึกถึงเรื่อง Click ในแบบฉบับของคุณปรัชญา ปิ่นแก้ว ที่มีพลังจนสะดุ้งตามหวานไปด้วย งานดึงอารมณ์ของคุณปรัชญาไม่เคยพลาดอยู่แล้ว ผมเคยขนลุกเมื่อองค์บากมาเมื่อไร ถึงเรื่องนี้หนังก็ยังดึงความเป็นดราม่าออกมาได้ไม่แพ้กัน

น้ำตาซึม
ใช่ บทหนึ่งในตอนนี้ทำผมน้ำตาซึม และหลังจากนั้นไม่กี่นาที จุดพีคของเรื่องก็กระชากเอาความรู้สึกนั้นให้สูงขึ้นไปอีก แต่ยังไม่หมดแค่นั้น เมื่อผมนึกว่ามันคงจะจบลงแล้ว อารมณ์ก็กำลังจะผ่อนลง แต่ฉากสุดท้ายทำเอาผมอึ้ง ไม่ได้อึ้งกับเมคอัพที่ทำจนชาคริตแก่หง่อม แต่อึ้งกับประโยคสุดท้ายของหวาน

ตลอดเวลาที่ผ่านมา เชนทร์มีชีวิตอยู่กับงาน ทำงานจนเกินตัว ทำงานจนลืมไปชั่วขณะหนึ่ง ว่าทุกวันนี้ที่ทำงาน เพราะหวาน
หวานมีชีวิตอยู่กับหมา เพราะตลอดเวลาที่เธออยู่กับมัน เธอไม่เคยเห็นเชนทร์ในสายตา อยู่กับมันจนลืมไปชั่วขณะหนึ่ง ว่าเธอคิดถึงเชนทร์

เรื่องทำออกมาได้ดี ผูกปมให้เห็นว่าปัญหามีอยู่ตรงหน้า แต่เชนทร์ไม่สามารถผ่านมันไปได้ เพราะเขาลืม "เวลา" ที่อยู่กับหวานไปหมดสิ้น

หวานเป็นเหมือนเครื่องเตือนใจ เวลาของเราหมุนกลับไม่ได้ จุดจบสุดท้ายมีให้เห็นอยู่ตำตา เวลาผ่านไปแล้ว เชนทร์ย้อนมันกลับมาไม่ได้ มันจะไม่กลับมา
เชนทร์ก็เหมือนพวกเราทุกคน
คะแนนหวาน : 4/5
มูลค่า : 40 บาทจาก 120 บาท

ฝัน
ฝันเป็นงานที่ผิดพลาด

ในแง่ของความคิดแล้ว ฝันให้บทเรียนที่ดี คือบอกเหมือนกับเรื่องของโฟกัสใน "ปิดเทอมใหญ่" เกี่ยวกับการบ้าดาราต่าง ๆ และความรักของคนใกล้ตัว ต่างตรงที่

ฝันมีความเป็นเด็กค่อนข้างสูง

และบางที สูงเกิน
ฝันดำเนินเรื่องครึ่งแรกได้น่าสนใจ เพราะเรื่องที่แล้ว ๆ มาดึงความรู้สึกของหนังนี้ได้เป็นอย่างดี ผมไม่ได้ศึกษาข้อมูลของหนังเรื่องนี้ไว้ก่อน หลีกเลี่ยงการอ่านเรื่องสั้นและบทสัมภาษณ์ จึงทำให้ต้องช็อก จนอยากให้เวลาหมุนกลับไปเหมือนในหวาน...

ฝันดำเนินเรื่อง 95% ด้วยการ์ตูนและซีจี...

เป็นอันรู้กันว่าซีจีเมืองไทย ถึงเราจะพยายามปลอบใจตัวเองยังไง บอกตรง ๆ ในความรู้สึกว่ามันยัง "ห่างชั้น" กันหลายขุม
ความรวดเร็วของหนังไม่ได้ทำให้ผมมองข้ามข้อบกพร่องและจุด "ไม่สวย" ของแอนิเมชั่นไปได้

มันยังเด่นชัดและขัดตาเหลือเกิน
ความเป็นละครเพลงคือสิ่งดีและใหม่ เพลงที่แต่งมาดีและเพราะ ขำอีก นับว่าเยี่ยมแล้วถ้าหลับตาฟัง
แต่ส่วนที่เหลือของหนัง ผมว่าตัดออก 80% ก็ไม่ทำให้มันสนุกน้อยลง

ผมเห็นความรักลึก ๆ ของบอย ที่คิดว่าดีที่สุดในฝัน "ถ้าเราช่วยให้เธอรอดได้ เราจะเป็นฮีโร่มั้ย"

ได้เห็นพี่เบิร์ด ที่ฮาในความ "เด็ก" จนเกินไปของพี่แก ขนาดไม่ใช่ตัวจริง แต่แอคติ้งเหมือนพี่เบิร์ดมาก ติดแนวล้อเลียนมาด้วยอีก ตลกมากขึ้นอีกขั้น

แต่ทุกอย่างถูกดึงด้วยซีจีและองค์ประกอบในช่วงอื่นที่ไม่ใช่ดนตรีเนี่ยแหละ

ไม่น่าเลย

คะแนน 1/5
มูลค่า 10 บาทจาก 120 บาท









หนึ่งข้อสงสัยเกี่ยวกับฝันหวานอายจูบ

การทำหนัง นอกจากจะต้องคิดเรื่องวัยของหนังแล้ว ต้องคิดถึงความเป็นไปได้ด้วย

การยัดหนังที่เหมาะสำหรับ 4 วัย ลงไปในหนังเรื่องเดียว โดยเฉพาะฝัน เป็นสิ่งที่ขัดมากจนไม่น่าให้อภัย

เพราะฝันมีความเป็นเด็กสูงมาก
แต่หากคุณคิดจะเอาเด็กไปดูฝัน อย่าลืมว่าเขากำลังจะได้ดูบทแลกลิ้นดูดปากกันของวัยรุ่นในจูบ

และวัยรุ่นในจูบไม่ชอบฝันแน่นอน เพราะตัวการ์ตูนนอกจากไม่ใส่ใจกับรายละเอียดฉากแล้ว ตัวละครที่เป็นการ์ตูนยังลอกการ์ตูนญี่ปุ่นและหนังดัง "กังฟู แพนด้า"

มาจนดูปั๊บก็รู้เลย ตอนหลังยังมีนารูโตะผสมดราก้อนบอลอีก เกินไปหน่อยมั้ง?

edit @ 25 Dec 2008 20:19:23 by ก

1005 - The Host โอ้ มาย ก็อด

posted on 30 Nov 2008 18:33 by brownfrog  in 3xpeRieNcE

     ผมอ่อนไหวกะผู้หญิงเอเชียครับ

 

ถึงจะเป็นเด็กก็ไม่เว้นนะ

 

The Host เล่าถึงครอบครัวของคน 5 คน ที่ลูกคนเล็กสุดโดนหางเกี่ยวลากลงน้ำหายไปกับตาผู้เป็นพ่อ และทุกคนที่เหลือคิดว่าเธอตายไปแล้ว

 จนกระทั่งกังดูได้รับโทรศัพท์ที่ฮยอนโซบ่นนักหนาว่าสัญญาณมันไม่ดี และมีเสียงของหล่อนอยู่ในสายอย่างฟังไม่ได้ศัพท์ครอบครัวของเขาที่ประกอบด้วยคนพิลึก ๆ สี่คนจึงหนีออกจากเขตกักกันของรัฐบาลเพื่อไปช่วยสมาชิกคนเล็กสุดที่เปรียบเสมือนเทพีประจำตระกูล

  ตลอดทั้งเรื่องเราจะเห็นความไม่เต็มเต็ง

  หากดูเผิน ๆ รอเจอสัตว์ประหลาดแล้ว จะเห็นว่าครอบครัวนี้บ้า และทำตัวไร้สาระเป็นที่สุด กังดูเอ๋อจนแทบไม่น่าเชื่อว่าเป็นพ่อคน หลังจากที่เขาปล่อยตัวเองไปไร้สาระกับสัตว์ประหลาดอยู่ได้นานสองนาน แทนที่จะวิ่งหนีเหมือนคนธรรมดาทั่วไป นัมอิลก็กินเหล้าเหม็นหึ่งไปงานผู้ปกครอง แถมยังชอบมองว่าตัวเองไม่มีค่า นัมจูเป็นนักกีฬาฝีมือดี แต่ตัดสินใจช้ามากจนเกือบขึ้นรถหนีตำรวจไม่ทัน และผู้เป็นปู่ซึ่งดูไม่ค่อยทันคนและหงิม ๆ ไม่มีความเด็ดเดี่ยว ทุกคนมีศูนย์ร่วมอยู่ที่ฮยอนโซ สมาชิกคนเล็กสุดซึ่งดูเป็นคนปกติที่สุดในหนัง

  แต่หากดูแบบตั้งใจแล้ว จะเห็นว่าไม่ใช่แค่ครอบครัวนี้เท่านั้นที่บ้า แต่ทุกคนที่ปรากฏในเรื่องนี้บ้าบอไปหมดซะทุกคน

ดูจบแล้วลองถามตัวเองดู

 ทำไมนักวิทยาศาสตร์เกาหลีเชื่อนักวิทยาศาสตร์อเมริกา? กะอีแค่ยาเก่า ๆ ต้องเททิ้งลงแม่น้ำหมดเลย?ด้วยเหตุผลแค่ว่า "แม่น้ำมันกว้าง" ?

สัตว์ประหลาดตัวใหญ่ยังกะควาย ทำไมไม่มีใครตามล่า? มีแต่คนควบคุมกักกันเชื้อโรคที่กลัวกันเหลือเกินว่าจะติดต่อกันเป็นวงกว้าง

สัตว์ประหลาดไม่ล่าแล้ว พอครอบครัวกังดูโวยวายว่าได้รับโทรศัพท์ลูกสาว อยากให้ช่วยแกะรอย ก็อ้างเรื่องสิทธิชอบธรรมบ้างละ เรื่องความมีจรรยาบรรณบ้างละ จนต้องถ่อไปหาข้อมูลกันเองแบบข้าง ๆ คู ๆ

ยัง ยังไม่หมด พอครอบครัวนี้หนีไป ประกาศตามหากันครึกโครม มีคนวางแผนหลอกจับ ทั้ง ๆ ที่พวกเขาพยายามอธิบายให้ทุกคนฟังแล้วว่าจะออกไปตามหาคน แล้วสัตว์ประหลาดไม่ดู? หากันแต่คน?

 

และอื่น ๆ อีกมากมายที่ดูแล้วมีความรู้สึกว่า เรื่องทุกเรื่องเกิดจากความ "วิปริต" ในจิืตใจคนทั้งนั้น

เห็นว่าหนังมันวิปริตขนาดนี้ ไม่ใช่ว่ามันไม่สนุกนะครับ หนังมีช่วงเวลาดรามาที่กินใจจนผมน้ำตาซึม มีช่วงตื่นเต้นที่ทำเอานั่งไม่ติด มีช่วงกระวนกระวายที่ว่าเมื่อไหร่พวกมันจะเจอกันวะ?!มีช่วงฮาสุด ๆ ที่ปู่พูดแล้วทุกคน... (ขำจริง ๆ ที่สำคัญยังพูดต่อด้วยนะ) และที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด

 

 น้องโกอาซองที่เล่นเป็นบทฮยอนโซน่ารักมาก!!!!

เลยทำให้ผมอินกับตอนจบแบบสุด ๆ จนใจหายทุกครั้งที่ฉากมืดลง กลัวหนังจะถูกปิดโดยทิ้งคำถามไว้ ซึ่งถ้าเป็นยังงั้นจริง ๆ ผมจะไม่ยอมเด็ดขาด! (อุตส่าห์ดูมาทั้งเรื่อง ถ้าตัดจบแบบไม่รู้ว่าชะตากรรมเป็นไงนี่กระทืบตายห่าเลย)

 

 

ป.ล. แอบชอบฉากที่กินข้าวด้วยกันในโกดังแล้ว... มาก (น้ำตาจะไหล ตอนที่ตัดฉับกลับมาแล้วพบว่ามันไม่จริง)

 

ไปหามาดูซะนะครับ

 

edit @ 30 Nov 2008 19:19:38 by ก

รอบนี้ สสส. มาเด็ดมากครับ

 

คิดอยู่แล้วว่าโลกนี้คงไม่ใจร้ายขนาดส่งแต่คนหัวโบราณเข้าไปในขบวนการสื่อและองค์กรของรัฐอย่างแน่นอน ผมติดใจตั้งแต่โฆษณาหลาย ๆ ตัว (อันที่จริงมีแปดตัวแต่ผมดูไม่หมด) ที่แต่ละครั้งนั้นก็โดนใจเอามาก ๆ ชนิดที่เห็นแล้วยังทึ่งว่าผู้กำกับไทยไปไกลขนาดนี้แล้วหรือ ดึงอารมณ์ร่วมของผมได้เป็นอย่างดี นี่ถ้าให้ไปไถนาแทนเรียนต่อนิเทศได้นี่ไปนานแล้ว และยังเว็บขององค์กรที่ทำให้ภาพลักษณ์เชย ๆ ของสำนักงานที่มีแต่คนแก่นั่งจิ้มดรีมวีฟเวอร์ที่เคยคิดไว้หายเรียบไปในพริบตา ช่างสุดยอดอะไรเยี่ยงนี้!

 

ชอบจริง ๆ ครับ งานนี้ยกนิ้วให้เลย

 

ผมเองก็เคยคิดไว้แล้วบ้างด้วย ว่าถ้าเกิดเราจบจากการเรียนมหาลัย จะไปทำอะไรต่อดี ? ทำหนังส่งเข้าโรงชื่อดัง หรือทำคุณความดีส่งให้พี่ ๆ น้อง ๆ ป้า ๆ น้า ๆ ที่รอดูละครหลังข่าวอยู่หน้าจอทีวี

 

ความฝันของผมคงอยู่ไม่ไกลจากสิ่งเหล่านี้นักกระมัง

ป.ล.ชื่นชมงานโฆษณาประกันชีวิตและโฆษณาเกี่ยวกับในหลวงทุกชิ้นเลยครับ เป็นงานศิลป์ที่ทรงคุณค่ามากในประเทศแห่งการประท้วงนี้

ลืมแนบลิงก์เลยครับ

edit @ 3 Jun 2008 01:19:04 by ก