33 - ฉลองปีใหมู?
posted on 01 Jan 2007 21:45 by brownfrog in 3xpeRieNcE
ผมชื่อสำรวย ศรีดอน
ผมอายุ 37 แล้วปีนี้ แต่อายุของผมกลับเป็นสิ่งที่ผมสนใจน้อยที่สุด ถ้าเทียบกันว่าปีนี้เป็นปีมหามงคลที่ทั่วโลกต่างสดุดีชื่นชม ผมเองก็เป็นหนึ่งในคนที่เข้าไปร่วมโบกธงถวายพระพรกับประชาชนทั่วไทย ผมเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่นั่งปูเสื่อซื้อส้มตำป้าน้อยที่ปักหลักขายอยู่ที่ด้านหน้าโรงพยาบาลแห่งความทรงจำ ที่เพิ่งผ่านไปได้ไม่นาน ผมเป็นหนึ่งในคนที่ร่วมใส่เสื้อเหลืองที่ซื้อมาในราคาแพงลิบลิ่วจากเด็กกำพร้าที่เหมาเสื้อมือสองมาขายต่อ
การงานของผมดำเนินไปได้ไม่ค่อยดีนัก งานเก่าที่ผมทำถูกบริษัทยักษ์ใหญ่กว้านซื้อหุ้นไปหมด จนทางตัวบริษัทต้องไล่พนักงานออกจำนวนมาก ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่ผมไม่เคยโทษพวกเขาเลย แม่ผมเคยบอกไว้ว่า "ทุกคนน่ะ เวลาเขาทำอะไรก็ย่อมต้องมีเหตุผลของตัวเอง - เราเองก็มีเหตุผลของเราเอง ในเมื่อมันไม่เหมือนกัน เราก็เลยขุ่นเคืองใจ" ผมคิดไว้แล้วว่าถ้าเหตุผลไม่ลงรอยกัน บางทีผมจะต้องเป็นฝ่ายล่าถอยไปเอง เพื่อให้ทุกคนรอบตัวไม่ต้องมาขัดแย้งกันอีก
ผมมักจะวิ่งแข่งกับเพื่อนตลอด - ตามทุ่งนาเมืองสุพรรณบุรีที่กว้างใหญ่ ผมชอบวิ่งเท้าเปล่าไปตามดินเหนียวนุ่ม ๆ ท่ามกลางอากาศร้อนอบอ้าวและน้ำขนาดสองข้าง เรามีกฎในกลุ่มว่าสามารถแกล้งกันยังไงก็ได้ ผลักตกน้ำก็ได้ - ผมมักจะวิ่งเร็วที่สุดเสมอ ถ้าไม่นับว่ามีอีกคนหนึ่งที่วิ่งเร็วกว่าผม เขาชื่อทองงาม เป็นเด็กไม่มีพ่อท่าทางผอมรุ่งริ่ง แต่ดันวิ่งเร็วเป็นลมกรด ติดที่ว่ามันไม่ค่อยจะมาเล่นกับกลุ่มผมนัก แม่มันป่วยเป็นอัมพาตเรื้อรังมานานแล้ว มันเลยต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ตั้งแต่เก็บผักปลาไปขายที่ตลาดในเมือง ยันทำกับข้าวให้แม่กิน - บ้านผมมักจะแบ่งข้าวที่ปลูกไว้ให้มัน เพราะมันคงไม่มีปัญญาซื้อ - ทองงามดูจะซาบซึ้งในพ่อผมมาก ถึงขั้นกราบเท้าอยู่หลายสิบครั้งตอนพ่อบอกว่าจะให้กระท่อมหลังเล็ก ๆ ที่ปลายนาให้นอน หลังจากนั้นมันก็เป็นเพื่อนกับผมเสมอมา
แม่มันเสียตอนมันเรียนจบปริญญาตรีสาขาวิศวะกรรมศาสตร์ มันแทบจะร้องไห้ให้ผมฟัง เพราะมันได้แค่อวดปริญญาแผ่นบางของมันต่อหน้าโลงไม้สีดำเก่า ๆ ที่พ่อผมออกเงินซื้อให้ ก่อนที่แม่ของมันจะเหลืออยู่เพียงความทรงจำ
แต่ถึงให้โคตรเหง้าตระกูลมันตายห่ายังไง สุดท้ายแล้วมันก็กลับมาหัวเราะกอดคอกับผมได้เหมือนเดิม
ผมยิ้มบาง ๆ เมื่อนึกถึงความหลัง วันนี้เป็นวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ผมจะรอรถเมล์นั่งต่อไปเคาท์ดาวน์ที่สยาม มันคงจะเป็นการนับถอยหลังที่น่าตื่นเต้นน่าดู เพราะผู้คนมากมายยืนกันจอแจเตรียมขึ้นรถเมล์ปรับอากาศคันส้มกันอย่างหนาแน่น ผมหยิบเศษกระดาษที่ตกอยู่ข้างตัวไปทิ้งที่ถังขยะ - ทุกวันนี้มีคนเอาแต่ทิ้ง ไม่มีใครเก็บขยะ - ผมว่าถ้าพวกเราทุกคนช่วยกันคนละไม้คนละมือ อนุสาวรีย์ชัยก็สะอาดได้ภายในไม่กี่นาที
ผมกลับมาที่ป้ายรถเมล์ มีเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งนั่งอยู่ตรงที่ผม ผมไม่ได้ว่าอะไร บางทีเด็กคนนี้อาจเดินมาจากหมอชิตก็ได้ ให้เขานั่งสักหน่อยคงไม่เป็นไร อีกเดี๋ยวรถเมล์ก็มาแล้ว
ผมเงยหน้ามองท้องฟ้าสีดำ - บางทีหลังจากเคาท์ดาวน์ครั้งนี้แล้ว ผมจะได้ไปสมัครงานใหม่กับไอ้ทองงามซะที เห็นมันบอกว่าอยากให้ผมเข้าไปทำงานกะมัน - ก็ดีเหมือนกัน ไม่ได้เจอกับมันนานแล้ว
บางทีผมอาจจะไปขอโทษ "เธอ" แล้วขอให้เธอกลับมาอยู่กับผมเหมือนเดิม
หลังจากผ่านปีนี้ไปแล้ว...
ทุกอย่างกลายเป็นสีดำมืด
ผมรู้สึกตัวอีกครั้งบานพื้นถนน เสียงกรีดร้อง เสียงหวอตำรวจ และความเจ็บปวดที่ขาซ้าย ผมพยายามเปิดเปลือกตา และพบกับม่านสีแดงเกาะเต็มตา จนต้องกะพริบหลายครั้ง กว่าสีแดงนั้นจะเลือนหายไป ใครบางคนแตะตัวผม พลางลุกออกไปอย่างรวดเร็ว ผมพยายามเหลือบตาลงมองขาซ้าย พยายามหาสาเหตุว่าทำไมมันถึงได้เจ็บนัก
แต่สิ่งที่เห็นกลับเป็นเพียงกองเลือดสีแดง
และทุกสิ่งทุกอย่างก็มืดลงอีกครั้ง
ปีใหม่ของผม
บางทีผมอาจจะไม่ได้พบกับปีใหม่อย่างที่ผมเคยเจออีกแล้ว
ผมอายุ 37 แล้วปีนี้ แต่อายุของผมกลับเป็นสิ่งที่ผมสนใจน้อยที่สุด ถ้าเทียบกันว่าปีนี้เป็นปีมหามงคลที่ทั่วโลกต่างสดุดีชื่นชม ผมเองก็เป็นหนึ่งในคนที่เข้าไปร่วมโบกธงถวายพระพรกับประชาชนทั่วไทย ผมเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่นั่งปูเสื่อซื้อส้มตำป้าน้อยที่ปักหลักขายอยู่ที่ด้านหน้าโรงพยาบาลแห่งความทรงจำ ที่เพิ่งผ่านไปได้ไม่นาน ผมเป็นหนึ่งในคนที่ร่วมใส่เสื้อเหลืองที่ซื้อมาในราคาแพงลิบลิ่วจากเด็กกำพร้าที่เหมาเสื้อมือสองมาขายต่อ
การงานของผมดำเนินไปได้ไม่ค่อยดีนัก งานเก่าที่ผมทำถูกบริษัทยักษ์ใหญ่กว้านซื้อหุ้นไปหมด จนทางตัวบริษัทต้องไล่พนักงานออกจำนวนมาก ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่ผมไม่เคยโทษพวกเขาเลย แม่ผมเคยบอกไว้ว่า "ทุกคนน่ะ เวลาเขาทำอะไรก็ย่อมต้องมีเหตุผลของตัวเอง - เราเองก็มีเหตุผลของเราเอง ในเมื่อมันไม่เหมือนกัน เราก็เลยขุ่นเคืองใจ" ผมคิดไว้แล้วว่าถ้าเหตุผลไม่ลงรอยกัน บางทีผมจะต้องเป็นฝ่ายล่าถอยไปเอง เพื่อให้ทุกคนรอบตัวไม่ต้องมาขัดแย้งกันอีก
ผมมักจะวิ่งแข่งกับเพื่อนตลอด - ตามทุ่งนาเมืองสุพรรณบุรีที่กว้างใหญ่ ผมชอบวิ่งเท้าเปล่าไปตามดินเหนียวนุ่ม ๆ ท่ามกลางอากาศร้อนอบอ้าวและน้ำขนาดสองข้าง เรามีกฎในกลุ่มว่าสามารถแกล้งกันยังไงก็ได้ ผลักตกน้ำก็ได้ - ผมมักจะวิ่งเร็วที่สุดเสมอ ถ้าไม่นับว่ามีอีกคนหนึ่งที่วิ่งเร็วกว่าผม เขาชื่อทองงาม เป็นเด็กไม่มีพ่อท่าทางผอมรุ่งริ่ง แต่ดันวิ่งเร็วเป็นลมกรด ติดที่ว่ามันไม่ค่อยจะมาเล่นกับกลุ่มผมนัก แม่มันป่วยเป็นอัมพาตเรื้อรังมานานแล้ว มันเลยต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง ตั้งแต่เก็บผักปลาไปขายที่ตลาดในเมือง ยันทำกับข้าวให้แม่กิน - บ้านผมมักจะแบ่งข้าวที่ปลูกไว้ให้มัน เพราะมันคงไม่มีปัญญาซื้อ - ทองงามดูจะซาบซึ้งในพ่อผมมาก ถึงขั้นกราบเท้าอยู่หลายสิบครั้งตอนพ่อบอกว่าจะให้กระท่อมหลังเล็ก ๆ ที่ปลายนาให้นอน หลังจากนั้นมันก็เป็นเพื่อนกับผมเสมอมา
แม่มันเสียตอนมันเรียนจบปริญญาตรีสาขาวิศวะกรรมศาสตร์ มันแทบจะร้องไห้ให้ผมฟัง เพราะมันได้แค่อวดปริญญาแผ่นบางของมันต่อหน้าโลงไม้สีดำเก่า ๆ ที่พ่อผมออกเงินซื้อให้ ก่อนที่แม่ของมันจะเหลืออยู่เพียงความทรงจำ
แต่ถึงให้โคตรเหง้าตระกูลมันตายห่ายังไง สุดท้ายแล้วมันก็กลับมาหัวเราะกอดคอกับผมได้เหมือนเดิม
ผมยิ้มบาง ๆ เมื่อนึกถึงความหลัง วันนี้เป็นวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ผมจะรอรถเมล์นั่งต่อไปเคาท์ดาวน์ที่สยาม มันคงจะเป็นการนับถอยหลังที่น่าตื่นเต้นน่าดู เพราะผู้คนมากมายยืนกันจอแจเตรียมขึ้นรถเมล์ปรับอากาศคันส้มกันอย่างหนาแน่น ผมหยิบเศษกระดาษที่ตกอยู่ข้างตัวไปทิ้งที่ถังขยะ - ทุกวันนี้มีคนเอาแต่ทิ้ง ไม่มีใครเก็บขยะ - ผมว่าถ้าพวกเราทุกคนช่วยกันคนละไม้คนละมือ อนุสาวรีย์ชัยก็สะอาดได้ภายในไม่กี่นาที
ผมกลับมาที่ป้ายรถเมล์ มีเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งนั่งอยู่ตรงที่ผม ผมไม่ได้ว่าอะไร บางทีเด็กคนนี้อาจเดินมาจากหมอชิตก็ได้ ให้เขานั่งสักหน่อยคงไม่เป็นไร อีกเดี๋ยวรถเมล์ก็มาแล้ว
ผมเงยหน้ามองท้องฟ้าสีดำ - บางทีหลังจากเคาท์ดาวน์ครั้งนี้แล้ว ผมจะได้ไปสมัครงานใหม่กับไอ้ทองงามซะที เห็นมันบอกว่าอยากให้ผมเข้าไปทำงานกะมัน - ก็ดีเหมือนกัน ไม่ได้เจอกับมันนานแล้ว
บางทีผมอาจจะไปขอโทษ "เธอ" แล้วขอให้เธอกลับมาอยู่กับผมเหมือนเดิม
หลังจากผ่านปีนี้ไปแล้ว...
ทุกอย่างกลายเป็นสีดำมืด
ผมรู้สึกตัวอีกครั้งบานพื้นถนน เสียงกรีดร้อง เสียงหวอตำรวจ และความเจ็บปวดที่ขาซ้าย ผมพยายามเปิดเปลือกตา และพบกับม่านสีแดงเกาะเต็มตา จนต้องกะพริบหลายครั้ง กว่าสีแดงนั้นจะเลือนหายไป ใครบางคนแตะตัวผม พลางลุกออกไปอย่างรวดเร็ว ผมพยายามเหลือบตาลงมองขาซ้าย พยายามหาสาเหตุว่าทำไมมันถึงได้เจ็บนัก
แต่สิ่งที่เห็นกลับเป็นเพียงกองเลือดสีแดง
และทุกสิ่งทุกอย่างก็มืดลงอีกครั้ง
ปีใหม่ของผม
บางทีผมอาจจะไม่ได้พบกับปีใหม่อย่างที่ผมเคยเจออีกแล้ว
วันที่ 1 ก็ไปขึ้นรถเมล์กลับหอตรงนั้น รอยเลือดยังมีให้เห็นเป็นหย่อมๆ คนรอรถเมล์แถวนั้นก็ยังยืนกันอย่างเป็นปกติ เว้นแต่รถเมล์ที่ไม่ค่อยจะมาจอดเทียบใกล้ๆเท่าไหร่ = =; ออกไปจอดห่างๆ
#1 By ไลก้าคุง on 2007-01-02 01:18