29 - "กิจกรรม" คำนี้สำคัญนัก
posted on 03 Jun 2006 22:55 by brownfrog in 3xpeRieNcE
เคยได้ยินคำว่าเด็กกิจกรรมกันรึเปล่าครับ
คิดว่ามันแปลว่าอะไรครับ
ผมเริ่มเป็นเด็กกิจกรรมตอนประมาณมอสอง
เรื่องทั้งหมดเริ่มต้นเพราะคำว่า "ลูกเสือกองร้อยพิเศษ"
เพราะความที่ขยันฝึกมากกว่าลูกเสือคนอื่น ๆ ทำให้ผมค่อนข้างจะเป็นที่สนใจของรุ่นพี่ - และในวันหนึ่งที่พี่ตัดสินใจดึงผมไปช่วยงาน - มันเปลี่ยนชีวิตของผมไปอีกแง่มุมหนึ่ง
อันนี้ไม่ได้โม้นะเว้ย
ความแตกต่างระหว่างเด็กขวาจัด (หมายถึงเด็กที่เป็นที่รักยิ่งของกระทรวงศึกษาธิการ ทำตัวตามระเบียบทุกกระเบียดนิ้ว)กับเด็กกิจกรรม อยู่ที่ตรงไหน
เด็กขวาจัดจะเดินออกจากโรงเรียนภายในเวลาไม่ถึงสิบนาทีหลังจากกริ่งคาบสุดท้าย
เด็กกิจกรรมจะเดินออกก็ต่อเมื่อเขาปิดโรงเรียนไล่แล้วนั่นแหละ
ถามว่าเด็กกิจกรรมในความคิดของแต่ละท่านเป็นยังไง - แต่ละคนคงนึกภาพเด็กเส้นที่คุยกับอาจารย์เหมือนเพื่อนเล่น ขอคะแนนปาว ๆ ตอนสิ้นเทอม และเดินเพ่นพ่านไปทั่วในเวลาที่ควรจะนั่งเรียน
สำหรับนักเรียนกิจกรรมโรงเรียนหอวัง เหล่านั้นถือเป็นข้อห้าม
(เห็นรุ่นพี่คุยกันเรื่องเด็กกิจกรรมเวอร์ชั่นใหม่ที่เกรดต้องไม่ต่ำกว่าสาม - ถ้านโยบายนั่นผ่านคณะรัฐบาลสงสัยว่าผมคงต้องกลับไปขวาจัดเหมือนเดิม)
ถามว่าทำแล้วสนุกทุกคนไหม
ไม่
ที่ทำอยู่ชอบไหม
ชอบ
ปัญหาของรุ่นน้องทั้งหลายที่อยากจะเป็นเด็กกิจกรรม คือ "ไม่รู้จะเริ่มตรงไหนดี"
ไม่รู้จะอธิบายยังไงเหมือนกันว่ะ เพราะที่เป็นเด็กกิจกรรมมาทุกวันนี้ก็เพราะไอ้ความบังเอิญนั่นแหละ
ก็เลยบอกน้องไปว่า "ถ้าชาติต้องการ น้องคงได้เป็นเองแหละ"
โดนน้องด่าเปิง
ผมไม่รู้หรอกว่าเด็กกิจกรรมที่ไหนเป็นอย่างไร
แต่เด็กกิจกรรมหอวังกลับเป็นนักเรียนที่มีนิสัยหลากหลาย - จนบ่อยครั้งที่ผมได้บทเรียนชีวิตอันสำคัญยิ่งจากพวกเค้า
ถ้าในตอนนั้นผมยืนยันกับตัวเองว่าจะเป็นเด็กขวาจัด - บล็อกสั่ว ๆ นี่คงไม่เกิดขึ้น
ความคิดคงไม่ขวางโลกแบบในตอนนี้
บางคนอาจจะเริ่มคิดว่าไอ้กิ๊งมันอยากให้คนทั้งโลกเป็นเด็กกิจกรรมรึยังไง ถึงได้เอามาเขียนลงบล็อก - เปล่าหรอกครับ เพียงแต่ที่ผมเป็นตัวเป็นตนมาจนทุกวันนี้ สิ่งนี้ก็เป็นองค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่ง ที่สอนให้ผมได้รู้จักชีวิต - ว่าไอ้วันรับน้องที่เห็นพี่เค้ามาตะโกนบาก้า (เออ บ้ากาก็ได้) ปาว ๆ นั่น แท้จริงมันไม่ได้เรียบง่ายอย่างนั้นหรอก มันต้องจัดเก้าอี้ มันต้องผสมแป้ง มันต้องตั้งซุ้ม มันต้องยกหนังสือ มันต้องเตรียมขนม มันต้องปรับแอร์ มันต้องลองไมค์ มันต้องทำห่าเหวอะไรอีกมากมาย ไม่ใช่อยากให้ร้องก็ร้อง - ค่ายลูกเสือนี่เตรียมการเป็นเดือน ไม่ใช่เตรียมตอนเช้าได้ตอนบ่ายเหมือนอย่างที่เคยคิด - การจะเป็นนักเรียนพี่เลี้ยงไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนที่คิด จากที่เคยเล่นเกมหาคู่กันในค่าย จากที่เคยเดินเรียงแถวไปกินข้าวตอนกลางวัน
ถึงได้รู้ ว่ากว่าจะถึงเวลานั้น พวกเราเหนื่อยกันเพียงใด
นักเรียนพี่เลี้ยงในปีนี้ถูกสั่งห้ามเด็ดขาดจากผ.อ.คนใหม่ (นักเรียนทุกคนต้องเรียน ๆ ๆ ๆ ๆ แล้วก็โดนล้างสมองด้วยวิศวะกันหมด ตายกันหมด) ทำให้เหล่าพี่เลี้ยงโวยวายซ้ำแล้วซ้ำเล่า - แต่คำตอบก็ยังเหมือนเดิม "ปีนี้ไม่มีนักเรียนพี่เลี้ยง" - ราวกับได้ยินเสียงตะโกนแช่งด่านักเรียนกิจกรรมจากตัวผ.อ.คนนี้
ห้องนักเรียนพี่เลี้ยงดูเงียบเหงากว่าที่เคยขณะที่ผมเปิดประตูเข้าไป ข้าวของในตู้วางอย่างเป็นระเบียบตามมุมห้อง พระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ห้าวางเด่นอยู่ท้ายห้อง ผมก้าวผ่านกองเชือกที่เคยคิดจะเอาออกมาม้วนเตรียมไว้สำหรับค่ายมอหนึ่งปีนี้
รู้สึกเศร้าอย่างบอกไม่ถูก
ปีนี้คงไม่ได้ใส่เสื้อกั๊กเท่ ๆ ตัวนั้น แล้วเดินดุน้องตามแถวลูกเสือตอนถวายความเคารพอีก
ปีนี้คงไม่ได้แหกตาตื่นตอนตีหนึ่ง แล้วเดินถือไฟฉายกระบอกเดียวตรวจหาคนไม่ยอมนอนอีก
ปีนี้คงไม่ได้ออกไปสาธิตท่าเต้นฮาแตกกลางกลุ่มรุ่นน้องเส้นตื้นที่หน้าแถวอีก
บางที ปีหน้าก็คงไม่ได้ทำ...
บางที คงไม่ได้ทำอีกแล้ว
มันคงจะเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของผม
ผมขาดมันไม่ได้
ถ้าอาจารย์อ่านอยู่ (ถึงแม้อาจารย์จะไม่เคยรู้จักผมเลยก็เหอะ) ขอเถอะครับ เด็กกิจกรรมไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คุณคิดหรอก
ผมคิดถึงมันครับ
หรือบางที อาจเป็นสัญญาณใหม่ของชีวิต ที่บอกให้ผม "โตได้แล้ว"
ผมยังไม่อยากโตเลยครับ
บางทีโลกก็ดูจะแย่และบิดเบี้ยวไปเสียทุกอย่าง
แต่ซักวันมันจะดีขึ้น ผมแน่ใจ
ป.ล. ผมสงสัยเอาจริงจังเมื่อไม่นานมานี้ ว่าทำไมนักเรียนทุกคนต้องมีเป้าหมายชีวิตสูงสุดเป็นสายวิทย์คณิต ทำไมต้องวิศวะ ทำไมต้องหมอ ทำไมต้องอักษร ฯ ทำไมต้องสถาปัตย์ - มันจะล้นโลกแล้วนะเว้ย ทำไมไม่มีใครรู้สึกตัว ว่ากำลังโดนบังคับจากสังคมที่ไม่เปิดกว้าง - เอ้า ไอ้ลูกคนนี้เรียนดี ต้องไปเข้าหมอ ไอ้คนนี้เขียนรูปสวย ต้องไปถาปัด ไอ้คนนี้โง่ ฝากหลวงพี่ที่วัดไปบวช (อย่างที่พระพยอมว่า เพราะยังงี้พระเลยโง่หมด) ไอ้คนนี้เล่นกีฬาเก่ง ต้องให้ติดทีมชาติ
แล้วถ้าอย่างนี้ ผมควรจะเป็นอะไรดี
ป.อ. ทำไมผมถึงชอบทรงนักเรียนก็ไม่รู้เหมือนกัน
ไม่รู้ทำไม - แม้แต่เพื่อนขวาจัดที่สุดของผมก็ยังพยายามหาทางไว้ผมยาว ด้วยเหตุผลที่ว่า "เยิ้ม ทรงนักเรียนมันตลกนะแกรู้รึเปล่า"
ผมคิดว่าผมเริ่มจำเข้าใจเหตุผลของกฎข้อนี้มาบ้างแล้ว - ถ้าโรงเรียนนั้นนักเรียนชายไว้รากไทรกันหมดเลยจะขนาดไหน ถ้านักเรียนหญิงตัดซอยกันเป็นแถบ ๆ จะเป็นอย่างไร
ป.ฮ. นักเรียนหญิงที่อ่านบล็อกผมคิดยังไงกับทรงนักเรียนกับทรงฟู (คำอธิบายของพวกนักเรียนที่พยายามรอให้ผมยาวจนด้านข้างบานออกเป็นดอกเห็ด) หรือซอยบ้างครับ
คิดว่ามันแปลว่าอะไรครับ
ผมเริ่มเป็นเด็กกิจกรรมตอนประมาณมอสอง
เรื่องทั้งหมดเริ่มต้นเพราะคำว่า "ลูกเสือกองร้อยพิเศษ"
เพราะความที่ขยันฝึกมากกว่าลูกเสือคนอื่น ๆ ทำให้ผมค่อนข้างจะเป็นที่สนใจของรุ่นพี่ - และในวันหนึ่งที่พี่ตัดสินใจดึงผมไปช่วยงาน - มันเปลี่ยนชีวิตของผมไปอีกแง่มุมหนึ่ง
อันนี้ไม่ได้โม้นะเว้ย
ความแตกต่างระหว่างเด็กขวาจัด (หมายถึงเด็กที่เป็นที่รักยิ่งของกระทรวงศึกษาธิการ ทำตัวตามระเบียบทุกกระเบียดนิ้ว)กับเด็กกิจกรรม อยู่ที่ตรงไหน
เด็กขวาจัดจะเดินออกจากโรงเรียนภายในเวลาไม่ถึงสิบนาทีหลังจากกริ่งคาบสุดท้าย
เด็กกิจกรรมจะเดินออกก็ต่อเมื่อเขาปิดโรงเรียนไล่แล้วนั่นแหละ
ถามว่าเด็กกิจกรรมในความคิดของแต่ละท่านเป็นยังไง - แต่ละคนคงนึกภาพเด็กเส้นที่คุยกับอาจารย์เหมือนเพื่อนเล่น ขอคะแนนปาว ๆ ตอนสิ้นเทอม และเดินเพ่นพ่านไปทั่วในเวลาที่ควรจะนั่งเรียน
สำหรับนักเรียนกิจกรรมโรงเรียนหอวัง เหล่านั้นถือเป็นข้อห้าม
(เห็นรุ่นพี่คุยกันเรื่องเด็กกิจกรรมเวอร์ชั่นใหม่ที่เกรดต้องไม่ต่ำกว่าสาม - ถ้านโยบายนั่นผ่านคณะรัฐบาลสงสัยว่าผมคงต้องกลับไปขวาจัดเหมือนเดิม)
ถามว่าทำแล้วสนุกทุกคนไหม
ไม่
ที่ทำอยู่ชอบไหม
ชอบ
ปัญหาของรุ่นน้องทั้งหลายที่อยากจะเป็นเด็กกิจกรรม คือ "ไม่รู้จะเริ่มตรงไหนดี"
ไม่รู้จะอธิบายยังไงเหมือนกันว่ะ เพราะที่เป็นเด็กกิจกรรมมาทุกวันนี้ก็เพราะไอ้ความบังเอิญนั่นแหละ
ก็เลยบอกน้องไปว่า "ถ้าชาติต้องการ น้องคงได้เป็นเองแหละ"
โดนน้องด่าเปิง
ผมไม่รู้หรอกว่าเด็กกิจกรรมที่ไหนเป็นอย่างไร
แต่เด็กกิจกรรมหอวังกลับเป็นนักเรียนที่มีนิสัยหลากหลาย - จนบ่อยครั้งที่ผมได้บทเรียนชีวิตอันสำคัญยิ่งจากพวกเค้า
ถ้าในตอนนั้นผมยืนยันกับตัวเองว่าจะเป็นเด็กขวาจัด - บล็อกสั่ว ๆ นี่คงไม่เกิดขึ้น
ความคิดคงไม่ขวางโลกแบบในตอนนี้
บางคนอาจจะเริ่มคิดว่าไอ้กิ๊งมันอยากให้คนทั้งโลกเป็นเด็กกิจกรรมรึยังไง ถึงได้เอามาเขียนลงบล็อก - เปล่าหรอกครับ เพียงแต่ที่ผมเป็นตัวเป็นตนมาจนทุกวันนี้ สิ่งนี้ก็เป็นองค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่ง ที่สอนให้ผมได้รู้จักชีวิต - ว่าไอ้วันรับน้องที่เห็นพี่เค้ามาตะโกนบาก้า (เออ บ้ากาก็ได้) ปาว ๆ นั่น แท้จริงมันไม่ได้เรียบง่ายอย่างนั้นหรอก มันต้องจัดเก้าอี้ มันต้องผสมแป้ง มันต้องตั้งซุ้ม มันต้องยกหนังสือ มันต้องเตรียมขนม มันต้องปรับแอร์ มันต้องลองไมค์ มันต้องทำห่าเหวอะไรอีกมากมาย ไม่ใช่อยากให้ร้องก็ร้อง - ค่ายลูกเสือนี่เตรียมการเป็นเดือน ไม่ใช่เตรียมตอนเช้าได้ตอนบ่ายเหมือนอย่างที่เคยคิด - การจะเป็นนักเรียนพี่เลี้ยงไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนที่คิด จากที่เคยเล่นเกมหาคู่กันในค่าย จากที่เคยเดินเรียงแถวไปกินข้าวตอนกลางวัน
ถึงได้รู้ ว่ากว่าจะถึงเวลานั้น พวกเราเหนื่อยกันเพียงใด
นักเรียนพี่เลี้ยงในปีนี้ถูกสั่งห้ามเด็ดขาดจากผ.อ.คนใหม่ (นักเรียนทุกคนต้องเรียน ๆ ๆ ๆ ๆ แล้วก็โดนล้างสมองด้วยวิศวะกันหมด ตายกันหมด) ทำให้เหล่าพี่เลี้ยงโวยวายซ้ำแล้วซ้ำเล่า - แต่คำตอบก็ยังเหมือนเดิม "ปีนี้ไม่มีนักเรียนพี่เลี้ยง" - ราวกับได้ยินเสียงตะโกนแช่งด่านักเรียนกิจกรรมจากตัวผ.อ.คนนี้
ห้องนักเรียนพี่เลี้ยงดูเงียบเหงากว่าที่เคยขณะที่ผมเปิดประตูเข้าไป ข้าวของในตู้วางอย่างเป็นระเบียบตามมุมห้อง พระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ห้าวางเด่นอยู่ท้ายห้อง ผมก้าวผ่านกองเชือกที่เคยคิดจะเอาออกมาม้วนเตรียมไว้สำหรับค่ายมอหนึ่งปีนี้
รู้สึกเศร้าอย่างบอกไม่ถูก
ปีนี้คงไม่ได้ใส่เสื้อกั๊กเท่ ๆ ตัวนั้น แล้วเดินดุน้องตามแถวลูกเสือตอนถวายความเคารพอีก
ปีนี้คงไม่ได้แหกตาตื่นตอนตีหนึ่ง แล้วเดินถือไฟฉายกระบอกเดียวตรวจหาคนไม่ยอมนอนอีก
ปีนี้คงไม่ได้ออกไปสาธิตท่าเต้นฮาแตกกลางกลุ่มรุ่นน้องเส้นตื้นที่หน้าแถวอีก
บางที ปีหน้าก็คงไม่ได้ทำ...
บางที คงไม่ได้ทำอีกแล้ว
มันคงจะเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของผม
ผมขาดมันไม่ได้
ถ้าอาจารย์อ่านอยู่ (ถึงแม้อาจารย์จะไม่เคยรู้จักผมเลยก็เหอะ) ขอเถอะครับ เด็กกิจกรรมไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คุณคิดหรอก
ผมคิดถึงมันครับ
หรือบางที อาจเป็นสัญญาณใหม่ของชีวิต ที่บอกให้ผม "โตได้แล้ว"
ผมยังไม่อยากโตเลยครับ
บางทีโลกก็ดูจะแย่และบิดเบี้ยวไปเสียทุกอย่าง
แต่ซักวันมันจะดีขึ้น ผมแน่ใจ
ป.ล. ผมสงสัยเอาจริงจังเมื่อไม่นานมานี้ ว่าทำไมนักเรียนทุกคนต้องมีเป้าหมายชีวิตสูงสุดเป็นสายวิทย์คณิต ทำไมต้องวิศวะ ทำไมต้องหมอ ทำไมต้องอักษร ฯ ทำไมต้องสถาปัตย์ - มันจะล้นโลกแล้วนะเว้ย ทำไมไม่มีใครรู้สึกตัว ว่ากำลังโดนบังคับจากสังคมที่ไม่เปิดกว้าง - เอ้า ไอ้ลูกคนนี้เรียนดี ต้องไปเข้าหมอ ไอ้คนนี้เขียนรูปสวย ต้องไปถาปัด ไอ้คนนี้โง่ ฝากหลวงพี่ที่วัดไปบวช (อย่างที่พระพยอมว่า เพราะยังงี้พระเลยโง่หมด) ไอ้คนนี้เล่นกีฬาเก่ง ต้องให้ติดทีมชาติ
แล้วถ้าอย่างนี้ ผมควรจะเป็นอะไรดี
ป.อ. ทำไมผมถึงชอบทรงนักเรียนก็ไม่รู้เหมือนกัน
ไม่รู้ทำไม - แม้แต่เพื่อนขวาจัดที่สุดของผมก็ยังพยายามหาทางไว้ผมยาว ด้วยเหตุผลที่ว่า "เยิ้ม ทรงนักเรียนมันตลกนะแกรู้รึเปล่า"
ผมคิดว่าผมเริ่มจำเข้าใจเหตุผลของกฎข้อนี้มาบ้างแล้ว - ถ้าโรงเรียนนั้นนักเรียนชายไว้รากไทรกันหมดเลยจะขนาดไหน ถ้านักเรียนหญิงตัดซอยกันเป็นแถบ ๆ จะเป็นอย่างไร
ป.ฮ. นักเรียนหญิงที่อ่านบล็อกผมคิดยังไงกับทรงนักเรียนกับทรงฟู (คำอธิบายของพวกนักเรียนที่พยายามรอให้ผมยาวจนด้านข้างบานออกเป็นดอกเห็ด) หรือซอยบ้างครับ
แบบไม่อยากจะมอง

)
นายยังดีที่อยู่แค่ม.4 ปีหน้า ถ้าผอ.กลับมาต้องการพี่เลี้ยงก็ยังเป็นได้ แต่พวกแพรสิ ปีนี้ก็ม.6แล้ว อดเป็นพี่เลี้ยงตอนจบ เศร้ากว่าไหม
ปล. เราก็เศร้านะ ถึงจะยังไม่เคยเป็นพี่เลี้ยง แต่เคยไปช่วยพี่นินซื้อเสื้อพี่เลี้ยง ทั้งที่ตั้งใจจะเป็นพี่เลี้ยงให้ได้ แต่โดนแม่สั่งห้าม อดไปจนตาย ชาตินี้ไม่มีวันทำเรื่องที่ต้องการสักที ...
#1 By Fai#Hw36 (58.8.120.200) on 2006-06-03 23:42