23 - ตีนสวยด้วยพื้น
posted on 21 Mar 2006 15:42 by brownfrog in 3xpeRieNcE
เจ็บว่ะครับ
ด้วยความซ่าส์แสด ๆ ของผม นำภัยมาให้กับส้นตีนโดยไม่รู้ตัว
เรื่องมันเป็นมาอย่างนี้ครับ
ไม่ต้องพยายามลากแถบดำหรอกครับ ผมเล่นมุk
เข้าใจรึยังครับ
เอางี้ - เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังแบบละเอียดยิบเลยก็แล้วกันนะครับ
ผมไปเล่นบาสมาครับ
เป็นอันรู้กันว่าการเล่นบาส - ต้องวิ่งละ กระโดดละ กลับตัวละ - แล้วพื้นโรงยิมที่เป็นไม้ปาร์เก้ (ขอโทษว่ะเก้) มันสบายตีนเปล่า ๆ ของผมซะเมื่อไหร่กันล่ะครับ...
ปกติแล้ว ผมเป็นพวกที่หนังกำพร้าไม่ค่อยจะอยู่กับร่องกับรอยเท่าไหร่ - คือร่อนง่าย หนังไม่ติดกระดูก กล่าวคือยืดมาได้เท่าสองนิ้วบีบ (ลองดึงเนื้อที่แขนของคุณด้วยสองนิ้วสิครับ ของผมดึงได้เกือบห้าเซ็นติเมตรเลยนะครับ) ถ้าผู้พันแซนเดอร์มาเห็นผมคงจะดีใจ
แล้วปัญหามันอยู่ที่หนังเจ้ากรรมด้านในนี่แหละครับ - เพราะเส้นประสาทตรงเท้าที่รู้ ๆ กันอยู่ว่าไวมาก (จักจี๊ชิบเป๋ง นี่ขนาดใช้เดินทุกวันนะ ถ้าเท้าตูไม่ด้านจะขนาดไหนนี่) แล้วหนังร่อนออกไปเหลือเส้นประสาทเพียว ๆ ล่ะครับ
แม่เอ๊ย - เจ็บกว่ามอไซค์ล้มอีก
แรก ๆ ก็ยังฟิต วิ่งเล่นตามปกติ พอหลัง ๆ หนังตรงฝ่าเท้ามันเปิดขึ้นมา ไอ้เราก็พยายามดึงออก แต่ทำไมแม่งเหนียวสมชื่ออย่างนี้วะ
จนในที่สุดก็ตัดสินใจกระชากมันออกด้วยแรงสุดชีวิต หลุดมาดุ้นหนึ่ง พักหายใจไปหลายนาทีก่อนจะดึงอีกข้าง - สรุปแล้ว ตอนเล่นบาสกันเสร็จ ผมก็กลายเป็นไอ้เป๋ที่เดินเท้าแบะ ร้องซี้ดซ้าดเพราะเหงื่อแม่งไหลเข้าไป (เหงื่อนี่แสบนะครับ เคยโดนเหงื่อไหลลงแผลบ้างรึเปล่า) - ขับมอไซค์แบบเปลี่ยนเกียร์ด้วยส้นตีนกลับไปบ้าน
เจ็บ เจ็บจริง ๆ
จนทนไม่ไหว จัดการเอาน้ำร้อนราด - ร้องลั่นห้องน้ำ แล้วก็ค่อย ๆ ดีขึ้น เนื้อส่วนที่ตายแล้วยังหลุดออกไม่หมด ผมเก็บของนั่งรถตู้กลับบ้านกรุงเทพ ฯ
พอกลับมาถึงกรุงเทพ - พ่อด่าเปิงเลยครับ
เพราะตอนนี้ฝ่าเท้าช้ำเป็นสีม่วง ๆ เหมือนอักเสบ - แถมไอ้เศษเื้นื้อที่หลุดออกไม่หมดนั่นก็เจ็บแปลบ ๆ ที่โคน
พ่อโยนกรรไกรมาให้ (ที่เป็นอุปกรณ์เล็ก ๆ พับได้รวมกันอยู่หลาย ๆ อันน่ะครับ) แล้วบอกให้ตัดเนื้อตายให้หมด
ผมละอยากจะตายแทนเนื้อ...
แรก ๆ ก็ตัดไปเรื่อย ๆ ไม่รู้สึกอะไร - กรรไกรนั่นคมกริบจนตัดหนังดับรู้สึกเหมือนผ่าเอแคลร์ - แต่พอตัดไปได้ช่วงนึงก็เริ่มเจ็บ เนื้อตายที่เหลืออย่มันอยู่ข้าง ๆ ปลายประสาทน่ะสิครับ เอานิ้วแตะก็เจ็บแล้ว ประสาอะไรกับไอ้กรรไกรเวรนี่
เอาวะ...
คิดในใจ - ถึงกูจะเจ็บ แต่ไม่ถึงตายอยู่แล้ว
มานั่งนึก ๆ ดู - เออ ที่กูกลัวเจ็บนี่มันเพราะอะไรวะ - ความเจ็บมันก็เป็นประสาทหนึ่งของร่างกาย - เป็นเหมือนอีกรสชาติหนึ่งของชีวิต - ตัวเราเองยังไม่กลัวตายเลย เจ็บจะกลัวไปทำไม ถ้าเราไม่เคยเจ็บ แสดงว่าเราไม่เคยลองอะไรเลยน่ะสิ
ว่าแล้วก็ลองซะเลย
ฉับ!!!
เจ็บจนน้ำตาแทบไหล แต่โชคดี หนังขาวหลุดหมดเท้าขวาแล้ว เลยย้ายไปตัดเท้าซ้ายต่อ
พอตัดหมดก็เริ่มปวดแปลบเพราะโดนลมมากไป ต้องลากตีนสองข้างไปหลังบ้านเพื่อเอาน้ำประคบ
ขนาดน้ำอุณหภูมิห้อง โดนประสาทเต็ม ๆ นี่เย็นเจี๊ยบเลยครับ
ดูทีวีไปประมาณสิบนาที พ่อก็กลับมาพร้อมกับอุปกรณ์ทรมาณมนุษย์ชุดใหญ่ - แล้วก็เริ่มทรมาณมนุษย์คนนี้
เริ่มด้วยอะไรซํกอย่างที่ไว้ฆ่าเชื้อน่ะครับ (ที่ราดแล้วฟู่~ฟองฟ่อดเลยน่ะ) - เป็นที่รู้ ๆ กัน ว่าถึงจะโดนเนื้อที่สมบูรณ์ดี มันยังกร่อนได้เกือบถึงเนื้อจริง
แล้วกับเนื้อจริงล่ะ
ผมขอรับรองผลการทดลองด้วยตนเองว่า
เจ็บโว้ย!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
ผมขอถอนคำพูดที่ว่าเจ็บแล้วไม่ตายข้างบนนั่นทิ้งท่อประปาของการไฟฟ้าส่วนผลิตไปเลย - เพราะช่วงนั้นคิดว่าตัวเองจะช็อกตายไปเพราะทนความเจ็บปวดไม่ไหวซะแล้ว
ระหว่างนั้นก็ฉุกคิดขึ้นได้อีกเรื่อง
นี่ถ้าร่างกายเรามีระบบยาชาอัตโนมัติแบบเปิดปิดได้ก็คงจะดีไม่น้อยนะ
ถ้าเราต้องการให้หายเจ็บเมื่อไหร่ ก็หายเลย แล้วจะชำแหละซากยังไงก็แล้วแต่
ถึงความจริงเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าตั้งใจไม่สนกับความเจ็บปวดนั้นจริง ๆ - ทำได้นะครับ
กลับมาที่ผมซึ่งตอนนี้ลงไปดื้นอยู่กับพื้นต่อ
ยังครับ ฝันร้ายยังไม่หมด เพราะเหลืออีกข้าง
จบคืนนั้นด้วยน้ำตาที่คลอเบ้า - โอย
วันต่อมาอาการยังแย่อยู่ (เพราะไอ้น้ำยาเวรนั่นแหละ) พ่อเลยพันผ้าให้แล้วบอกให้ไปเรียน - ไอ้เราก็เดินกะเผลกสองข้าง (นึกภาพพวกผมยาว ๆ ตัวดำ ๆ หน้าเอ๋อ ๆ หน่อยที่หมอชิต นั่นแหละครับ) ไปเข้าเรียนแอพพลายด์ฟิสิกส์
ปวดทั้งวันครับ
เป็นอย่างนี้ตลอดหนึ่งอาทิตย์เลยนะครับกว่าจะดีขึ้น
ขณะนี้ผ่านมาเกือบจะสามอาทิตย์แล้ว - ตอนนี้หนังของผมซ่อมแซมตัวเองได้แล้วระดับหนึ่ง หนังและรอยย่นเริ่มกลับมาแล้ว (ช่วงนั้นผิวจะม่วงมากจนพ่อตกใจ จะลากไปโรงบาลรอมร่อแล้ว) แต่ความอุบาทว์ของฝ่าเท้า ผมรับรองได้เลยว่ามันไม่หายไปแน่ ๆ
เพราะฉะนั้น - ใส่รองเท้าผ้าใบตอนเล่นกีฬาด้วยนะครับ
ด้วยความหวังดี
จาก ไอ้เกรียนตีนม่วง
ด้วยความซ่าส์แสด ๆ ของผม นำภัยมาให้กับส้นตีนโดยไม่รู้ตัว
เรื่องมันเป็นมาอย่างนี้ครับ
ไม่ต้องพยายามลากแถบดำหรอกครับ ผมเล่นมุk
เข้าใจรึยังครับ
เอางี้ - เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังแบบละเอียดยิบเลยก็แล้วกันนะครับ
ผมไปเล่นบาสมาครับ
เป็นอันรู้กันว่าการเล่นบาส - ต้องวิ่งละ กระโดดละ กลับตัวละ - แล้วพื้นโรงยิมที่เป็นไม้ปาร์เก้ (ขอโทษว่ะเก้) มันสบายตีนเปล่า ๆ ของผมซะเมื่อไหร่กันล่ะครับ...
ปกติแล้ว ผมเป็นพวกที่หนังกำพร้าไม่ค่อยจะอยู่กับร่องกับรอยเท่าไหร่ - คือร่อนง่าย หนังไม่ติดกระดูก กล่าวคือยืดมาได้เท่าสองนิ้วบีบ (ลองดึงเนื้อที่แขนของคุณด้วยสองนิ้วสิครับ ของผมดึงได้เกือบห้าเซ็นติเมตรเลยนะครับ) ถ้าผู้พันแซนเดอร์มาเห็นผมคงจะดีใจ
แล้วปัญหามันอยู่ที่หนังเจ้ากรรมด้านในนี่แหละครับ - เพราะเส้นประสาทตรงเท้าที่รู้ ๆ กันอยู่ว่าไวมาก (จักจี๊ชิบเป๋ง นี่ขนาดใช้เดินทุกวันนะ ถ้าเท้าตูไม่ด้านจะขนาดไหนนี่) แล้วหนังร่อนออกไปเหลือเส้นประสาทเพียว ๆ ล่ะครับ
แม่เอ๊ย - เจ็บกว่ามอไซค์ล้มอีก
แรก ๆ ก็ยังฟิต วิ่งเล่นตามปกติ พอหลัง ๆ หนังตรงฝ่าเท้ามันเปิดขึ้นมา ไอ้เราก็พยายามดึงออก แต่ทำไมแม่งเหนียวสมชื่ออย่างนี้วะ
จนในที่สุดก็ตัดสินใจกระชากมันออกด้วยแรงสุดชีวิต หลุดมาดุ้นหนึ่ง พักหายใจไปหลายนาทีก่อนจะดึงอีกข้าง - สรุปแล้ว ตอนเล่นบาสกันเสร็จ ผมก็กลายเป็นไอ้เป๋ที่เดินเท้าแบะ ร้องซี้ดซ้าดเพราะเหงื่อแม่งไหลเข้าไป (เหงื่อนี่แสบนะครับ เคยโดนเหงื่อไหลลงแผลบ้างรึเปล่า) - ขับมอไซค์แบบเปลี่ยนเกียร์ด้วยส้นตีนกลับไปบ้าน
เจ็บ เจ็บจริง ๆ
จนทนไม่ไหว จัดการเอาน้ำร้อนราด - ร้องลั่นห้องน้ำ แล้วก็ค่อย ๆ ดีขึ้น เนื้อส่วนที่ตายแล้วยังหลุดออกไม่หมด ผมเก็บของนั่งรถตู้กลับบ้านกรุงเทพ ฯ
พอกลับมาถึงกรุงเทพ - พ่อด่าเปิงเลยครับ
เพราะตอนนี้ฝ่าเท้าช้ำเป็นสีม่วง ๆ เหมือนอักเสบ - แถมไอ้เศษเื้นื้อที่หลุดออกไม่หมดนั่นก็เจ็บแปลบ ๆ ที่โคน
พ่อโยนกรรไกรมาให้ (ที่เป็นอุปกรณ์เล็ก ๆ พับได้รวมกันอยู่หลาย ๆ อันน่ะครับ) แล้วบอกให้ตัดเนื้อตายให้หมด
ผมละอยากจะตายแทนเนื้อ...
แรก ๆ ก็ตัดไปเรื่อย ๆ ไม่รู้สึกอะไร - กรรไกรนั่นคมกริบจนตัดหนังดับรู้สึกเหมือนผ่าเอแคลร์ - แต่พอตัดไปได้ช่วงนึงก็เริ่มเจ็บ เนื้อตายที่เหลืออย่มันอยู่ข้าง ๆ ปลายประสาทน่ะสิครับ เอานิ้วแตะก็เจ็บแล้ว ประสาอะไรกับไอ้กรรไกรเวรนี่
เอาวะ...
คิดในใจ - ถึงกูจะเจ็บ แต่ไม่ถึงตายอยู่แล้ว
มานั่งนึก ๆ ดู - เออ ที่กูกลัวเจ็บนี่มันเพราะอะไรวะ - ความเจ็บมันก็เป็นประสาทหนึ่งของร่างกาย - เป็นเหมือนอีกรสชาติหนึ่งของชีวิต - ตัวเราเองยังไม่กลัวตายเลย เจ็บจะกลัวไปทำไม ถ้าเราไม่เคยเจ็บ แสดงว่าเราไม่เคยลองอะไรเลยน่ะสิ
ว่าแล้วก็ลองซะเลย
ฉับ!!!
เจ็บจนน้ำตาแทบไหล แต่โชคดี หนังขาวหลุดหมดเท้าขวาแล้ว เลยย้ายไปตัดเท้าซ้ายต่อ
พอตัดหมดก็เริ่มปวดแปลบเพราะโดนลมมากไป ต้องลากตีนสองข้างไปหลังบ้านเพื่อเอาน้ำประคบ
ขนาดน้ำอุณหภูมิห้อง โดนประสาทเต็ม ๆ นี่เย็นเจี๊ยบเลยครับ
ดูทีวีไปประมาณสิบนาที พ่อก็กลับมาพร้อมกับอุปกรณ์ทรมาณมนุษย์ชุดใหญ่ - แล้วก็เริ่มทรมาณมนุษย์คนนี้
เริ่มด้วยอะไรซํกอย่างที่ไว้ฆ่าเชื้อน่ะครับ (ที่ราดแล้วฟู่~ฟองฟ่อดเลยน่ะ) - เป็นที่รู้ ๆ กัน ว่าถึงจะโดนเนื้อที่สมบูรณ์ดี มันยังกร่อนได้เกือบถึงเนื้อจริง
แล้วกับเนื้อจริงล่ะ
ผมขอรับรองผลการทดลองด้วยตนเองว่า
เจ็บโว้ย!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
ผมขอถอนคำพูดที่ว่าเจ็บแล้วไม่ตายข้างบนนั่นทิ้งท่อประปาของการไฟฟ้าส่วนผลิตไปเลย - เพราะช่วงนั้นคิดว่าตัวเองจะช็อกตายไปเพราะทนความเจ็บปวดไม่ไหวซะแล้ว
ระหว่างนั้นก็ฉุกคิดขึ้นได้อีกเรื่อง
นี่ถ้าร่างกายเรามีระบบยาชาอัตโนมัติแบบเปิดปิดได้ก็คงจะดีไม่น้อยนะ
ถ้าเราต้องการให้หายเจ็บเมื่อไหร่ ก็หายเลย แล้วจะชำแหละซากยังไงก็แล้วแต่
ถึงความจริงเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าตั้งใจไม่สนกับความเจ็บปวดนั้นจริง ๆ - ทำได้นะครับ
กลับมาที่ผมซึ่งตอนนี้ลงไปดื้นอยู่กับพื้นต่อ
ยังครับ ฝันร้ายยังไม่หมด เพราะเหลืออีกข้าง
จบคืนนั้นด้วยน้ำตาที่คลอเบ้า - โอย
วันต่อมาอาการยังแย่อยู่ (เพราะไอ้น้ำยาเวรนั่นแหละ) พ่อเลยพันผ้าให้แล้วบอกให้ไปเรียน - ไอ้เราก็เดินกะเผลกสองข้าง (นึกภาพพวกผมยาว ๆ ตัวดำ ๆ หน้าเอ๋อ ๆ หน่อยที่หมอชิต นั่นแหละครับ) ไปเข้าเรียนแอพพลายด์ฟิสิกส์
ปวดทั้งวันครับ
เป็นอย่างนี้ตลอดหนึ่งอาทิตย์เลยนะครับกว่าจะดีขึ้น
ขณะนี้ผ่านมาเกือบจะสามอาทิตย์แล้ว - ตอนนี้หนังของผมซ่อมแซมตัวเองได้แล้วระดับหนึ่ง หนังและรอยย่นเริ่มกลับมาแล้ว (ช่วงนั้นผิวจะม่วงมากจนพ่อตกใจ จะลากไปโรงบาลรอมร่อแล้ว) แต่ความอุบาทว์ของฝ่าเท้า ผมรับรองได้เลยว่ามันไม่หายไปแน่ ๆ
เพราะฉะนั้น - ใส่รองเท้าผ้าใบตอนเล่นกีฬาด้วยนะครับ
ด้วยความหวังดี
จาก ไอ้เกรียนตีนม่วง
ยอมรับว่าพี่มีความอดทนสูงจริงๆ(เพื่อนของแก้ว)นึกไม่ออกก็อย่านึก
เข้าใจเลย
#1 By Cheon (210.1.42.131) on 2006-03-21 16:03