แต่ที่สุดแล้ว ความเงียบจะตอบได้ทุกคำถามในโลกนี้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ขอทีนึง

posted on 12 May 2009 02:01 by brownfrog  in 3xpeRieNcE
โลกนี้มีการหัวเราะหลายแบบนะครับ
แบบหนึ่งเพราะการล้อเลียนเพศที่ไม่ถูกต้องตามประเพณี หรือตุ๊ด แต๋ว กระเทย
อีกแบบคือคำหยาบที่ดังขึ้นมาอย่างคาดไม่ถึง หรือการทุบ การตบ การตีอย่างจังและเสียงดังๆ

หนังของเขามีสองอย่างนี้
กลุ่มเป้าหมายจึงน่าจะเป็น
1. เด็กๆ สมองเบาที่ไม่มีวุฒิภาวะและถูกกดขี่อยู่ในบ้านตลอดเวลา ไม่ค่อยพูดคำหยาบ ไม่ค่อยได้เข้าสังคม ที่(ไม่ใช่ไม่ต้องการ แต่) ไม่สามารถจับเอาใจความที่ "หนังของเราสมัยนี้ที่ดีๆ" พยายามจะสื่อออกมาได้

2. คนแ่ก่สมองเลอะเลือนที่(ไม่ใช่ไม่ต้องการ แต่)ไม่สามารถจับเอาใจความที่หนังอยากจะสื่อออกมาให้เรารู้ได้ จึงต้องการสื่อที่ย่อยง่าย ดูแล้วเอิ๊ก ขำ ชอบใจ แล้วจบ กลับไปเลี้ยงลูกเลี้ยงหลานต่อ

ผมไม่ได้ตัดพ้อ ดูหนังแบบนั้นแล้วชอบ
แต่แค่เข้าใจว่าคนไทยทุกวันนี้มีความรู้สึกต่อคำว่า "หนัง" เป็นแค่เครื่องมือคลายเครียดหลังตบกับเมีย,ทำกับข้าว,เล่นบอล โดยมีราคามุขตลกชั้นต่ำล้อเมียแม่ล้อก้นเพื่อนนี่ถึง 120 บาท



คำว่า "หนัง" เป็นงานศิลป์นะครับ ไม่ใช่ที่คุณจะมา ว๊าย อีดอก ว๊าย กลีบกระพือ ว๊าย ตูดผู้ชาย แล้วจบ

ผมจะไม่ถามว่าคุณได้อะไร
แต่ผมถามว่ามุขตลกที่เพิ่งขำไปน่ะ ขำเพราะ
-เห็นคนโดนแกล้ง
-เห็นคนโดนด่า
-เห็นคนแต่งตัวน่าสมเพช
รึเปล่า

ถ้าคุณคิดว่าเขาทำดีแล้ว งั้นต่อไปนี้ทุกคนก็ไม่ต้องเรียนทำหนัง + ไม่ต้องเขียนบทแล้วล่ะครับ คนรวยก็ทำหนังไป เราคนจนก็โง่ดูแต่หนังกลวงๆ ให้เขาหลอกไปวันละ 120-140 บาทก็แล้วกันนะครับ

นำ

posted on 16 Mar 2009 22:05 by brownfrog  in 5toRy

-0-

                เดย์จะเข้าห้องเรียนสายทุกวัน ค่าเฉลี่ยเวลาของการสายอยู่ที่ 7 นาที 36 วินาที วันที่ชอบมาสายมักจะเป็นวันฝนตก เวลานั่งเรียนจะนั่งเก้าอี้ตัวที่สามนับจากซ้ายบน สมุดที่พกมาจะวาดรูปเป็นส่วนใหญ่ วันนี้เดย์จะวาดรูปใครกันนะ... สา นี่เธอ...?!”

 

                สาดึงเอาสมุดบันทึกของเธอออกจากมือผมทั้งน้ำตา และวิ่งหนีไป

 

 

--------------------

 

 

                ผมนั่งที่ระเบียงหน้าตึก หกโมงครึ่งยันแปดโมง เธอยังไม่มา หยิบมือถือของเธอที่ตกไว้เมื่อวานขึ้นมาดู ภาพวอลล์เปเปอร์เป็นรูปผมในชุดนักศึกษา จิวในภาพหายไปเกือบห้าเดือนแล้ว

 

                ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ...

 

                ยกมือขึ้นลูบหัวที่ยุ่งจนเกือบเละ ผลจากการนอนดึกตื่นเช้าเริ่มทำพิษ จะลุกไปหากาแฟกินซักแก้วแต่ก็สะดุดกับร่างบางที่ยืนอยู่

 

                มารอใครอยู่ล่ะ

                เปล่า นั่งเรื่อยๆ

                ดาไม่เชื่อแน่นอน แต่ไม่ได้พูดอะไร หันหลังเดินหายไป ผมลุกขึ้นและดึงข้อมือหล่อนไว้

 

                อย่ามาแตะตัวดา

                ทำไมทำกับเดย์อย่างนี้

 

                ดานิ่งไปวินาทีหนึ่ง

                แล้วทำไมเดย์ถึงทำอย่างนี้กับดาล่ะ

                คำถามเดียวกันทำเอาผมกระตุก หล่อนสะบัดมืออย่างแรง น้ำตารื้น ผมมองเลยไหล่ของเธอไปและพบกับสาที่กำลังวิ่งอย่างเร่งรีบเพื่อจะมาเข้าห้องเรียนที่อยู่ด้านข้างผม

 

 

                ชั่ววินาทีนั้น สามสายตาสบกัน

edit @ 16 Mar 2009 22:06:24 by ก

โม้ฆ่าเวลา

posted on 09 Feb 2009 13:41 by brownfrog  in 4nYM0rE

 ได้ยินมาจากเอ็นทรี่ที่แล้วว่ากำลังมีโปรเจคต์ใหม่

อืม ชื่อ "บนโลกใบนี้ที่ไม่มีฉัน"

 

 แค่ชื่อก็เหงาแล้ว ไหนลองเล่าเรื่องย่อมาแบบสั้นๆ หน่อย

เป็นรวมเรื่องสั้นในหัวข้อ "บนโลกใบนี้ที่ไม่มีฉัน"

 

 รวมเรื่องสั้น? ใครจะอ่านวะเนี่ย?

ก็ลองดู เรื่องยาวเขียนยาก เหนื่อย ขี้เกียจด้วย

บางทีอารมณ์มันเป็นแบบ ผุดขึ้นมาเป็นช่วงๆ นึกอะไรดีๆ ออกก็เขียนไป ตอนนั้นรู้สึกไงก็เขียนไปแบบนั้น แล้วก็ต้องจบตอนให้ได้ภายในวันสองวันเลย  แล้วค่อยมานั่งคัดแก้ทีหลัง คือถือว่าอารมณ์และหลักจิตวิทยาของตัวละครในเรื่องนี่เป็นหลัก เขียนยังไงก็ได้แต่ให้คนอ่านเข้าใจการกระทำของมันเป็นพอ

 

 แค่ฟังก็เข้าใจยากแล้ว อ่านจริงๆ จะเป็นไงเนี่ย

มันเป็นแค่เรื่องราวความรักที่เคยได้ยินหรือไปเจอมากับตัว เอามาเขียนเป็นตัวหนังสือ ส่วนมากเรื่องจริงพวกนี้ยังไม่มีตอนจบเลยเขียนเอาง่ายๆ เข้าไว้

เรื่องอ่านยากไม่ยาก ขึ้นอยู่กับคนอ่าน ถ้าอ่านผ่่านๆ เอาอารมณ์เกาหลีเอาอารมณ์แจ่มใสมันจะไม่มีวันรู้เรื่อง เขียนมา เรื่องหลักไม่ใช่อารมณ์รักกุ๊งกิ๊ง แต่คืออยากให้อ่านแล้วคิด อยากให้อ่านแล้ว 'เข้าใจ' สิ่งที่จะบอก คิดว่าเรื่องแบบนี้ต้องเกิดขึ้นแน่ ไม่เกิดกับเพื่อนก็เกิดกับเรา

 

 พูดซะดิบดี ตัวเองเขียนไม่รู้เรื่องเองมากกว่า

อาจจะมีบางช่วงที่ง่วงๆ ไปบ้าง แต่สัญญากับตัวเองไว้แล้วว่าถ้างานชุ่ยจะไม่ปล่อยลงเด็ดขาด เพราะงั้นถ้าตั้งใจอ่านแล้วยังไม่เก็ต ก็ถือซะว่างานมันเป็นขยะวรรณกรรมแล้วกัน

 

 เขียนมาให้คนอ่านแล้วไม่แคร์คนอ่านเนี่ยยังไงกันวะ

     ก็ไม่ใช่ไม่แคร์ แต่ไม่ใช่รีบเขียนรีบลงปั๊ม view

     ทุกงานก่อนผ่านมันต้องตรวจอยู่แล้ว ช่วงนี้อาจจะติดงานหนังสั้นหรือหนังแนวมืดๆ ของไทย เลยอาจจะอ่านยากไปสักนิดหนึ่ง บวกกับอยากให้ใช้สมองด้วย ไม่ใช่ต้องมานั่งอธิืบายให้เห็นทุกการกระทำทุกสถานที่ มหาลัยมันมีตึกสีขาวสะอาดเรียงรายนะ แสงอาทิตย์ยามอัสดงทอประกายสว่างส่องให้ทุกชีวิตเร่งรีบกลับบ้านนะ คือเขียนจนเบื่อแล้ว อยากได้คำง่ายๆ ที่อ่านแล้วเข้าใจบ้าง

 

พระนางหน้าตาเป็นไงเนี่ยเผื่อเรียกคะแนนคนอ่าน

ไม่มีหน้าว่ะ ยังไม่เคยคิดหน้าพระเอกเลย

 

 ได้ไงวะ เดี๋ยวนี้นิยายไม่มีภาพเนี่ยมีที่ไหน

     ก็สวนกระแสนิดหน่อย อยากพูดนิดหนึ่ง คือไอ้การเขียนในแบบที่มีอยู่แล้วมากมายเนี่ย ก็ไม่ต่างอะไรกับที่คุณทรงศีล ทิวสมบุญพูดไว้ว่า "มันก็เหมือนกับการไปต่อแถวที่มีคนรอเยอะมากๆ" เขียนตามกระแสมันดังได้มั้ย - ได้ อาจจะใช้เวลานานหน่อย แต่การเขียนเพื่อให้ตลาดยอมรับจนไม่ใช่ตัวของตัวเองเนี่ยแหละที่ยอมรับไม่ได้ อยากอ่านงานแจ่มใสก็ไปอ่านแจ่มใส อยากอ่านงาน top 10 ของเด็กดีก็เข้าไปเด็กดี งานพวกนั้นมันมีเยอะแล้ว เกร่อไปหมด เขียนไปไม่มีความสุขเนี่ยเรื่องใหญ่ที่สุดของนักเขียนล่ะ

     งานนี้เลยเป็นการสร้าง"แถว"ขึ้นใหม่ ซึ่งการสร้างแถวใหม่ขึ้นมามันก็เหมือนกับการเสี่ยงว่าจะล่มไม่ล่ม แต่การเสี่ยงที่ไม่เสียเงินเสียทองมันก็น่าลองไม่ใช่หรอ

 

เอ้า เอาไงก็เอา แล้วสรุปว่าจะออกมาให้ลองอ่านกันเมื่อไหร่เนี่ย ฝอยซะฟุ้งตัวงานไม่มา

     เร็วๆ นี้แหละ ไม่อยากเร่งตัวเอง เพราะไม่รู้จะเร่งมาให้ใครอ่าน ถ้าอ่านตอนแรกแล้วไม่ประทับใจก็จบ งั้นก็เลยต้องทำออกมาให้ดีที่สุดทุกๆ ตอน

 

 

อยากจะฝากอะไรให้คนที่หลงเข้ามาอ่านบ้างมั้ย

     ฝากไว้หน่อยว่าอ่านไปอย่าใช้แต่สมองนะ ใช้วิจารณญานด้วย ไม่ใช่เรื่องสำหรับเด็กแปดขวบแน่นอน

 

 

 

 

ขอบคุณ และไม่ต้องอ่านก็ได้นะครับ บอกตอนนี้จะทันมั้ยเนี่ย 555+